Van Cleef & Arpels กุสุมาลย์กลางเหมันต์

Last updated: 2020-12-14  |  103 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Van Cleef & Arpels กุสุมาลย์กลางเหมันต์

แต่ละปี Van Cleef & Arpels จะทำการยกย่องความงดงามแห่งมวลธรรมชาติภายใต้พรมหิมะปกคลุมด้วยงานออกแบบ ซึ่งอาศัยแรงบันดาลใจจากลำดับการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของพรรณพฤกษ์ และสำหรับปีนี้ เมซงสรรค์สร้างผลงานสุดวิจิตรบรรจงราวบทกวีรจนาพรรณนาความงามของไม้ดอกสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งจะผลิบานเมื่อถึงฤดูหนาว นั่นก็คือ “กุหลาบคริสต์มาส” หรือ Christmas rose ซึ่งมีทั้งกลีบขาวล้วนทั่วทั้งวงกลีบดอก หรือไม่ก็หลากสีสันจรัสตาตัดกับสีขาวโพลนของแดนหิมะ ราวกับเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความหวัง และความสดใส มีชีวิตชีวาท่ามกลางภูมิทัศน์จรัสประกายระยับแสงที่ตกต้องบนพื้นเกล็ดน้ำแข็ง

นอกจาก Van Cleef & Arpels จะนำผลงานเครื่องประดับ Rose de Noël (โรส เดอ โนแอ็ล: กุหลาบคริสต์มาส) มารังสรรค์ใหม่โดยอาศัยต้นแบบจากทศวรรษที่ 1970 แล้ว ยังนำเสนอคอลเลคชันใหม่ นั่นคือเครื่องประดับ Hellébore (“เอลเลบอร” เป็นอีกชื่อเรียกของกุหลาบคริสต์มาส) เพื่อยกย่องความงดงามของกุสุมายล์กลางเหมันต์เป็นครั้งแรก โดยอาศัยบทบรรจบระหว่างประกายสุกสว่างเป็นเงางามของบรรดาหินรัตนชาติเนื้อแข็ง กับประกายระยิบระยับจับตาของพราวเพชร เพื่อให้ผลงานเลอค่าด้วยลีลาเรียงร้อยขององค์ประกอบนูนสูงเหล่านี้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตในธรรมชาติกลางฤดูหนาวได้อย่างละเมียดละไม


หนึ่งดอกไม้ซึ่งผูกพันกับมรดกของเมซงอย่างแน่นแฟ้น

นับแต่ก่อตั้ง Van Cleef & Arpels อาศัยแรงบันดาลใจไม่สิ้นสุดจากธรรมชาติมาสรรค์สร้างความงามสง่า และสดใส มีชีวิตชีวาผ่านบรรดาเครื่องประดับพฤกษานานาพรรณ ในปี 1970 เมซงได้นำเสนอคอลเลคชันเครื่องประดับ “กุหลาบคริสต์มาส” Rose de Noël collection โดยตั้งชื่อเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเอกลักษณ์ความงามของไม้ดอกที่สามารถผลิบานกลางฤดูหนาวได้อย่างน่าอัศจรรย์

จากผลงานรุ่นต้นแบบ ซึ่งเป็นตัวเรือนทองคำเหลืองสุกสกาวรองรับงานประดับปะการังสีชมพูกับเพชร เพื่อเป็น     บทสะท้อนถึงไหวพริบทางการสร้างสรรค์ในยุคนั้น โดยมุ่งเน้นลูกเล่นความหลากหลายในเชิงวัสดุ กับสีสันเป็นสำคัญ มาสู่คอลเลคชันที่ทวีความแตกต่างทางการพลิกแพลงมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนความสุข เบิกบานใจ ด้วยการร้อยเรียงเพชรพราวระยับเข้ากับประกายเงางามอันสะท้อนตัวมาจากพื้นผิวของแม่มุกมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลสีขาว หรือเทา, หินปะการังต่างเฉดสี และโมราขาวคาลเซโดนี รวมถึงโมราเขียวครีโซเพรส


RosE DE NoËL: ผลิบานความสดใสในปลายปี

แผ่นโมทิฟซึ่งผ่านการตัด เจียน สลัก และขัดผิวเพื่อจำลองกลีบดอกกุหลาบคริสต์มาสหรือ “โรส เดอ โนแอ็ล” ได้มาผลิบานอยู่บนเข็มกลัด, ต่างหู และจี้สร้อยคอมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ราวกับเป็นการสืบทอดสุนทรียศาสตร์ทางการออกแบบอันทรงแบบฉบับของ Van Cleef & Arpels ให้ต่อเนื่องเป็นนิรันดร์ แต่ละกลีบโค้งนูน ละมุนละไมไม่ต่างอะไรจากประติมากรรมสุดพิถีพิถัน สรรค์สร้างขึ้นจากหินรัตนชาติเนื้อแข็ง, แม่มุก ตลอดจนหินปะการัง ถูกจัดวางอย่างสลับซับซ้อนเพื่อก่อน้ำหนักทรวดทรงให้วงกลีบดอกในสัดส่วนเชิงอสมมาตร รายล้อมพู่เกสรรองรับช่อเพชรใสกระจ่างตา จำแลงลักษณ์ตามธรรมชาติได้อย่างสมจริง

กว่าหลายปีที่ผ่านมา เครื่องประดับโรส เดอ โนแอ็ลได้รับการรังสรรค์อย่างหลากหลายทั้งในแง่ของสีสัน และการใช้วัสดุ รวมถึงสัดส่วนต่างขนาด ตั้งแต่ใหญ่มากจนถึงขนาดใหญ่ กลาง และขนาดเล็ก เพื่อให้การตอบสนองต่อรสนิยม และโอกาสใช้งาน

สำหรับฤดูหนาวปีนี้ เมซงทวีความพรั่งพร้อมให้แก่คอลเลคชันด้วยโมทิฟขนาดใหม่ ในรุ่นมินิ เล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม ที่จะมาคลี่กลีบผลิบานเป็นจี้สร้อยคอสองแบบ กับต่างหูอีกสองสไตล์ นอกจากเครื่องประดับซึ่งอาศัยแม่มุกขาว กับพลอยน้ำสมุทรลาพิซ ลาซูลิที่รอคอยจะอิงแอบแนบชิดผิวระหงคำ หรือต้องแสงทอประกายจับวงหน้าของผู้สวมใส่ได้อย่างละมุนละไมเหล่านี้ เมซงยังออกแบบเครื่องประดับรุ่นกลีบปะการังในขนาดเล็ก เพื่อเป็นบทสะท้อนถึงความหลากหลายทางเฉดสีให้แก่บรรดาผลงานสร้างสรรค์อันมีบุคลิกโดดเด่นเป็นหนึ่งเฉพาะตัว

HELLÉBORE: ขับขานความงาม

แด่กุสุมาลย์กลางเหมันต์

เพื่อร่วมเฉลิมฉลองไปกับวาระแห่งความสนุกสนาน และการพักผ่อนระหว่างวันหยุดปลายปีของเทศกาลฮอลิเดย์ Van Cleef & Arpels จึงได้สรรค์สร้างเครื่องประดับคอลเลคชันใหม่ภายใต้ชื่อ Hellébore (เอลเลบอร) ถ่ายทอดความงามสง่าของพฤกษากลางฤดูเหมันต์มาสู่ความหรูหราอันบังเกิดจากลูกเล่นเหลี่ยมมุมของเส้นกราฟิก และเป็นอีกครั้งที่เมซงอาศัยแรงบันดาลใจจากกุหลาบคริสต์มาส อันมีอีกชื่อเรียกว่า Helleboris (เฮลเลอบอริส) มาใช้ในการออกแบบเครื่องประดับรูปทรงดอกไม้ชุดใหม่ ทั้งสร้อยคอ, เข็มกลัด, ต่างหู และแหวน ตลอดจนแหวนหว่างนิ้ว หรือแหวนปลายเปิด Between the Finger Ring อันทรงเอกลักษณ์ โครงสร้างเปิดโปร่งของตัวเรือนทองคำขาวฝังเพชรล้วนเป็นเสมือนกิ่งก้านรองรับวงกลีบดอกประติมากรรมนูนโค้ง กลมกลืนกับลีลาสลับเฉดโทนสีทอประกายเงางามของพื้นผิวแม่มุกมาเธอร์ ออฟ เพิร์ลเหลือบขาว, สีฟ้าละมุนของหินไข่นกการเวกหรือเทอร์คอยซ์ และสีน้ำเงินสดเข้มของพลอยน้ำสมุทรลาพิซ ลาซูลิ เติมเต็มลำนำแห่งเหมันตกาลด้วยงานฝังเพชรเดินขอบรอบแผ่นโมทิฟ ไม่ต่างอะไรจากลักษณ์จำแลงละอองหิมะโปร่งใส และบางเบาที่กำลังโปรยปรายล้อแสงทอประกายระยิบระยับอย่างโดดเด่น ตัดกับวงกลีบหินรัตนชาติรายล้อมพู่เกสรปลายเพชรทั้งเจ็ดเม็ดในใจกลางของแต่ละดอก ด้วยตัวเรือนรองรับงานประดับโมทิฟเพียงหนึ่งดอก หรือมากกว่านั้น เครื่องประดับ Hellébore ก็โดดเด่นสะดุดตาด้วยงานออกแบบอสมมาตรซึ่งให้ความรู้สึกถึงน้ำหนักที่โปร่งเบา ราวจะล่องลอยไปตามสายลมที่โชยพัด ลูกเล่นเดินกรอบฝังเพชรทั้งในส่วนของขอบกลีบดอก และตัวเรือนทองคำขาวช่วยทวีความชัดเจนของสุนทรียศาสตร์ทางการ    ลดน้ำหนักตัวเรือนด้วยโครงสร้างเปิดโปร่ง ท่ามกลางมวลพฤกษาที่กำลังผลิบานในสวนอัญมณีแห่ง Van Cleef & Arpels เครื่องประดับคอลเลคชั่น Hellébore หาได้ต่างอะไรจากบทกวีที่ถูกรจนาขึ้นมาเพื่อขับขานความงดงามตามธรรมชาติภายใต้การปกคลุมของหิมะขาวกระจ่างตา


ลำดับความงามของวัตถุดิบเลอค่า และหายาก

เพื่อตกแต่งมวลกุสุมาลย์ให้ตระการตาด้วยสีสัน ผู้ชำนาญด้านอัญมณศาสตร์ของ Van Cleef & Arpels ทำการคัดเลือกวัสดุต่างๆ ตามมาตรฐานคุณภาพอย่างเคร่งครัดที่สุด แผ่นแม่มุกขาวถูกเลือกโดยพิจารณาจากคุณภาพการสะท้อนแสงทอประกายเหลื่อมลำดับเฉดควบคู่ไปกับความเรียบเนียน และเนื้อสัมผัสอันเงางาม ในขณะที่เฉดสีน้ำเงินเข้มของพลอยน้ำสมุทรต้องกลมกลืน สม่ำเสมอ บนครั้ง หินรัตนชาติชนิดนี้อาจปรากฏริ้วละอองเหลืองอร่ามบนพื้นผิวอันเป็นผลจากการตกผลึกของสายแร่ไพไรท์ ดังนั้น ยามต้องแสงจะก่อประกายระยิบระยับราวกับผืนฟ้าประดับดาว

ส่วนหินปะการังย่อมมอบเฉดสีหลายหลากจากสีส้มอมแดงไปจนถึงสีชมพูอ่อน เพราะวัสดุธรรมชาติเหล่านี้ช่างหาได้ยากยิ่ง จึงต้องใช้เวลานานนับหลายปีกว่าจะเสาะหาหินปะการังที่มีเฉดตรงกันเพื่อก่อผลงานที่มีความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวทางเนื้อสี เช่นเดียวกับหินไข่นกการเวกเจ้าของประกายไล่ลำดับความเข้มทางเฉดโทนซึ่งปรากฏคววามงามสะกดอารมณ์อยู่บนเครื่องประดับ Hellébore เป็นหินรัตนชาติเลอค่าหายาก ซึ่งเมซงจะเลือกใช้แต่เฉพาะเนื้อหินเฉดฟ้าสดอันโดดเด่นเฉกเช่นสีของน้ำทะเล หรือผืนฟ้าปราศจากริ้วเมฆ

และเพชรใสสกาวแสงที่เรียงรายประดับอยู่บนผลงานต่างๆ ก็ล้วนตรงตามมาตรฐานความเป็นเลิศของเมซง นั่นก็คือ D ถึง F ในแง่ของสี และ IF ถึง VVS ในประเด็นของความกระจ่างใส ประกายสะท้อนแสงสาดส่องต้องบรรดา  หินรัตนชาติ, ปะการัง และแม่มุกให้ทวีความกระจ่างเรืองรอง เผยให้ประจักษ์ถึงความเลอค่าในเนื้อแท้


กลศิลป์แห่ง  VAN CLEEF & ARPELS

ครั้นดำเนินการเลือกสรรวัสดุเลอค่าทั้งหลายเสร็จสิ้น กลีบดอกที่จะใช้ประกอบกันเป็นเครื่องประดับทั้งในคอลเลคชัน Rose de Noël และ Hellébore ก็ต้องผ่านกระบวนการงานฝีมือตกแต่ง และขัดผิวทีละชิ้น ทีละส่วน เพื่อให้เผยประกายเงางามล้อแสงสุกอย่างเต็มที่ จากนั้นจึงถึงขั้นตอนสำคัญทางการจับคู่แต่ละกลีบเพื่อเทียบสี และขนาด ในการเรียงวงกลีบดอกให้กลมกลืน ทรงเอกลักษณ์ยามนำมาจัดตำแหน่งขึ้นตัวเรือนซึ่งผ่านการขัดผิวทอเงาเปล่งปลั่งอย่างพิถีพิถัน ความใส่ใจในรายละเอียดของช่างหัตถศิลป์แห่งเมซงระดับตำนานยังถูกส่งผ่านสู่สายตาจากลำดับลดหลั่นของกลีบดอกเพื่อก่อน้ำหนักทางทรวดทรง ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเยี่ยงกลีบพฤกษาธรรมชาติได้อย่างเสมือนจริง สุดท้าย และหาใช่เป็นสิ่งท้ายสุด ก็คือพวงเกสรใจกลางวงกลีบดอก ซึ่งอาศัยงานฝีมือประดิษฐ์โครงสร้างตัวเรือนเพื่อรองรับงานฝังเพชร ก่อนติดตั้งหินรัตนชาติรายรอบ

สำหรับจุดเด่นของเครื่องประดับ Hellébore นั้นอยู่ที่ประกายจรัสแสงสุกสว่างระยับตา อันเป็นผลจากโครงสร้างตัวเรือนแบบเปิดโปร่ง อำนวยให้แสงส่องลอดใต้ฐานหนามเตยลำเลียงตัวผ่านเนื้อเพชรเพื่อเร่งระดับความเข้มแสง ทวีประกายสว่างตระการอารมณ์

การร่วมงานในโลกดิจิตอลกับ ALEXANDRE BENJAMIN NAVET

เพื่อยกย่องความสดใส มีชีวิตชีวาของพฤกษาธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศเหน็บหนาวแห่งเหมันตกาล เมซงยังคงร่วมงานกับอเล็กซงดร์ บ็องฌาแม็ง นาเวต ผู้ชนะรางวัล Grand Prix Design Parade Toulon Van Cleef & Arpels เมื่อปี 2017 อีกครั้งที่ศิลปินสัญชาติฝรั่งเศสถ่ายทอดความงดงามในโลกของมวลกุสุมาลย์ผ่านรูปทรงของวงกลีบดอก และการใช้สีสันสุกสว่างพร่างพรายในภาพยนตร์ชุดงานภาพวาดเคลื่อนไหวอะนิแมชันสามตอน นำแสดงโดยเข็มกลัด Rose de Noël กับต่างหูหนึ่งคู่, แหวน Hellébore กับแหวนหว่างนิ้วหัวดอกบัว (Lotus Between the Finger Ring) ต่างแสดงบทบาทของตนบนฉากหลังซึ่งอาศัยงานตกแต่งจำลองแบบสมุดภาพวาดร่างแบบ

Powered by MakeWebEasy.com