THE PERFECT FACT

Last updated: Aug 20, 2018  |  60 จำนวนผู้เข้าชม  |  INSIDE THE MANUFACTURE

THE PERFECT FACT

Franck Muller เป็นที่จดจำและได้รับความนิยม นอกเหนือจากกลไกจักรกลที่ซับซ้อนแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า หน้าปัดที่ได้รับการรังสรรค์อย่างประณีตก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ โดยเฉพาะตัวเลขอารบิกที่เปี่ยมเอกลักษณ์ รวมไปถึงงานขัดแต่งและแกะลายที่ทำให้พื้นหน้าปัดโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง



หน้าปัดเหล่านี้ได้รับการผลิตขึ้นภายในโรงงาน 1 ใน 7 แห่งของแบรนด์ ตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ แสนสงบอย่าง Les Bois ในเขต Jura ศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์ ต้องยอมรับว่า การได้มาชมขั้นตอนและกระบวนการผลิตหน้าปัดนาฬิกาในครั้งนี้ ยิ่งทำให้เห็นถึงความใส่ใจและความประณีตของแบรนด์ในการสร้างสรรค์นาฬิกาอย่างแท้จริง เพราะกว่า 50% ของหน้าปัดที่ผ่านขั้นตอนกว่า 20 ขั้น ด้วยช่างฝีมือผู้ชำนาญหลายต่อหลายมือ ไม่ถูกส่งไปประกอบเพราะคุณภาพยังไม่สมบูรณ์แบบพอ และยังมีอีกบางส่วนที่แม้จะส่งไปประกอบแล้วก็ยังอาจถูกส่งกลับได้เช่นกัน จึงเหลือหน้าปัดจำนวนไม่มากนักในแต่ละครั้งที่จะผ่านมาตรฐานขั้นสูงของ Franck Muller เพื่อนำไปประกอบให้กลายเป็นผลงานเรือนสำเร็จส่งออกสู่มือของคนรักนาฬิกาทั่วโลก

โรงงานทำหน้าปัดของ Franck Muller อยู่ห่างจากเจนีวาไปราวเกือบ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ดูภายนอกเหมือนจะเล็ก แต่ภายในกว้างขวางและมีแผนกแยกย่อยหลายแผนกที่ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำหน้าปัดทั้งสิ้น อีกทั้งเป็นโรงงานที่ก่อตั้งมายาวนาน ก่อนหน้านี้เคยผลิตพื้นหน้าปัดให้กับแบรนด์ดังต่างๆ มากมาย แต่ภายหลังเมื่อ Franck Muller Group ซื้อกิจการและกลายเป็นส่วนหนึ่งของกรุ๊ปเมื่อปี 2000 ปัจจุบัน โรงงาน Les fils d'Arnold Linder SA จึงทำหน้าที่ผลิตหน้าปัดนาฬิกาให้เฉพาะ Franck Muller เท่านั้น



“ปรัชญาของเราคือการสร้างสรรค์แนวคิด ก่อนจะผลิตหน้าปัดนาฬิกา” คำกล่าวของ Mr Jean-Paul Boillat ผู้อำนวยการโรงงานผลิตหน้าปัด ที่คร่ำหวอดในโรงงานแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1984 ถึงวันนี้ เขาดูแลพนักงานในโรงงาน 110 คน ที่รับผิดชอบหน้าที่ในแผนกต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตหน้าปัดทั้งสิ้น นับตั้งแต่การเตรียมวัสดุแรกเริ่ม สู่การทำเพลท การขึ้นรูปหน้าปัด การเซาะระดับไมโคร การขัดแต่ง การทำความสะอาดพื้นผิว การปั้มลาย แกะลาย การเพ้นท์สี ไปจนถึงการติดตัวเลขและขีดเครื่องหมาย ในทุกขั้นตอนล้วนต้องใช้จินตนาการคู่ไปกับความคล่องแคล่วและความชำนาญในงานเฉพาะทางทั้งสิ้น เพื่อให้ได้ผลงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด อย่างที่บอก ในจำนวนพื้นหน้าปัดนับพันที่ผลิตขึ้นในแต่ละครั้ง มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งไปประกอบตัวเรือน และยังมีอีกบางส่วนที่ถูกตีกลับเมื่อพบว่ามีตำหนิหรือไม่ประณีตเพียงพอ เพราะแบรนด์ใส่ใจอย่างยิ่งในความงามของพื้นหน้าปัดที่จะสร้างความเฉิดฉายให้กับนาฬิกาแต่ละเรือน

Mr. Alain Vionnet ผู้จัดการฝ่ายการผลิต ให้เกียรติพาชมพื้นที่ภายในอย่างละเอียด เริ่มต้นจากห้องแรกที่เปรียบเสมือนด่านเกือบสุดท้ายของการทำหน้าปัดคือแผนก Applied Decoration ที่มีช่างฝีมือเยี่ยมอยู่หลายคนทำหน้าที่ประกอบตัวเลขแต่ละตัว ขีดเครื่องหมายแต่ละชิ้น ลงไปบนพื้นหน้าปัด โดยตัวเลขที่ผลิตขึ้นจะมีเดือยเล็กๆ เพื่อให้ยึดแน่นบนรูที่เจาะไว้บนพื้นผิว เมื่อประกอบตัวเลขลงไปแล้ว ก็ต้องใช้ความร้อนสมานเดือยให้ยึดติดแน่นหนาร่วมกับกาวพิเศษ วางเคลื่อนไปเพียงนิด หน้าปัดชิ้นนั้นก็จะไม่ผ่านเกณฑ์ หรือมีรอยฝุ่นเพียงธุลีก็ไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน เห็นหน้าปัดวางเรียงรายแบบนี้ มีทั้งของคอลเลคชั่น Cintrée Curvex ที่มีเอกลักษณ์กับตัวเรือนทรงตอนโน คล้ายกับคอลเลคชั่น Vanguard ที่เพิ่งเปิดตัวผลงานใหม่สุดซับซ้อนในปีนี้ รวมถึง Long Island คอลเลคชั่นที่มีตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และ Master Square คอลเลคชั่นของทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส หน้าปัดก็จะเป็นดีไซน์เดียวกัน แต่ละหน้าปัดเต็มไปด้วยรายละเอียดของลายปั๊ม งานแกะ และที่เด่นสุดคือตัวเลขที่มองปราดเดียวก็รู้เลยว่านี่คือนาฬิกา Franck Muller



จากชั้นบนลงมาถึงชั้นล่าง เป็นส่วนของการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับพื้นหน้าปัด ตั้งแต่วัสดุแรกเริ่มที่มีทั้งทองเหลือง และเปลือกหอยมุก สำหรับแผ่นทองเหลืองที่ตัดจนได้รูปทรงของหน้าปัดที่ต้องการแล้ว จะถูกส่งไปปั๊มลายรัศมีด้วยเครื่องจักรผสานกับช่างผู้ชำนาญ จากนั้นก็จะนำไปขัดแต่งอย่างพิถีพิถัน นอกจากนี้ ตัวเลขขนาดเล็กตั้งแต่ 0-9 ก็ได้รับการตัดเจาะเป็นตัวเลขในหลากขนาด สำหรับหน้าปัดของนาฬิการุ่นต่างๆ ตัวเลขจำนวนมากมายนับพันชิ้น หลังจากเสร็จสิ้นการผลิตต้องผ่านระบบการตรวจสอบเพื่อคัดเฉพาะชิ้นที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น จากนั้นก็จะนำไปติดเดือยเล็กๆ สำหรับยึดกับพื้นหน้าปัดนั่นเอง

ตัวเลขบางรุ่นหลังจากติดบนหน้าปัดแล้ว แต่มีเพียงกรอบของตัวเลข จะต้องได้รับการเติมแต้มสีสันด้วยอุปกรณ์คล้ายปากกาที่มีหมึกอยู่ภายใน ช่างฝีมือระดับเทพแต่ละคนจะประจำบนโต๊ะเพื่อหยอดสีลงในแต่ละช่องของตัวเลขผ่านกล้องขยาย งานนี้มือต้องนิ่ง ใจต้องเย็น ทุกตัวเลขต้องได้สีเท่ากัน เรียบและอยู่ในกรอบช่อง จะมีรอยหยักหรือรอยขาดแม้แต่น้อยไม่ได้เลยเชียว หลายคนที่มาชมโรงงานครั้งนี้ได้ลองหยอดสีในตัวเลขเอง และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใช้ไม่ได้เลย เพราะเราไม่ใช่ช่าง การหยอดสีไม่สม่ำเสมอ ไม่เรียบและดูไม่สวยงาม ขณะที่ช่างฝีมือที่แท้จริงของโรงงาน หยอดสีบนตัวเลขได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังสม่ำเสมอและประณีต กระนั้น ก็มีเพียงบางส่วนที่ผ่านสู่กระบวนการขั้นต่อไป แต่อีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกตีกลับ ใกล้ๆ กันเป็นส่วนงานประดับเพชร ซึ่งนอกจากจะต้องสร้างหลุมสำหรับวางเพชรแล้ว เพชรแต่ละเม็ดต้องถูกเรียงลงไปให้อยู่ในระนาบเดียวกัน ให้ความรู้สึกเรียบลื่นเมื่อยามสัมผัส แต่เล่นแสงไฟได้ในทุกองศา



ต้องยอมรับว่า ขณะที่ช่างฝีมือทำงานอย่างประณีต เครื่องจักร CNC ก็เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญ โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วนขนาดเล็ก หรืองานตัดที่ต้องการความละเอียดสูง ตัวอย่างเช่น ลายมังกรที่ตัดด้วยเครื่องจักรอย่างแม่นยำ เป็นชิ้นงานที่เห็นถึงรายละเอียดของเกร็ดมังกรที่เกิดจากเครื่องจักร ก่อนจะตัดเป็นชิ้นงานออกมาและนำไปประดับบนหน้าปัดอีกที หรือการปั๊มลายรัศมีบนฐานหน้าปัด บางรุ่นปั๊มทั้งลายรัศมีและตัวเลข รวมไปถึงการทำกรอบตัวเรือนชั้นใน ที่หลังจากตัดได้รูปแล้วก็ต้องนำไปขัดแต่งให้สวยงาม ก่อนจะลงสีสันให้สวยงาม ที่ยากหน่อยก็เห็นจะเป็นหน้าปัดเปลือกหอยมุกที่เริ่มจากตัดเป็นชิ้นฐานวงกลมหนาพอสมควร ก่อนจะนำไปตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมบางเฉียบ และเจาะรูเพื่อเตรียมวางตัวเลข เนื่องจากเปลือกหอยมุกมีความเปราะบางมาก หนักมือไปก็แตกหัก น้ำหนักในการตัดต้องเหมาะสม

หลังจากได้ชมการผลิตในหลายขั้นตอนแบบเจาะลึกกันแล้ว มาถึงห้องสุดท้ายคือห้องสำหรับตรวจสอบคุณภาพก่อนจะส่งไปยังโรงงานประกอบ ที่นี่เองที่ได้เห็นเลยว่า มีจำนวนหน้าปัดที่ไม่ผ่านมาตรฐานของแบรนด์จำนวนมากมายจริงๆ หน้าปัดเหล่านี้บางส่วนก็จะนำไปรีไซเคิลเพื่อทำใหม่ แต่บางส่วนก็ต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย กระนั้น เราคงใช้คำว่าเสียดายไม่ได้ เพราะถ้าผลงานไม่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง Franck Muller ก็จะไม่นำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของนาฬิกา เพราะทุกเรือนที่จะถูกส่งมอบให้กับลูกค้า ต้องเป็นผลงานที่ดีที่สุดแล้วเท่านั้น

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com