The City of Cologne

Last updated: Aug 10, 2018  |  65 จำนวนผู้เข้าชม  |  QP LOUNGRE

The City of Cologne

แม้ว่าคนไทยเราจะคุ้นเคยกับชื่อ น้ำหอมดัง No.4711 ซึ่งเป็นเลขที่ผลิตน้ำหอมจากโคโลญจน์ที่เก่าแก่ที่สุดอีกยี่ห้อหนึ่งซึ่งยังคงมีขายทั่วไปในเมืองนี้จนปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วผู้คิดค้นน้ำหอมแห่งโคโลญจน์รายแรกคือ Johann Maria Farina ชาวอิตาเลี่ยน (ชื่อเดิม Giovanni Farina) ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในเมืองนี้และคิดถึงกลิ่นสดชื่นจากธรรมชาติทางตอนใต้ของประเทศบ้านเกิดตัวเอง จึงได้คิดผสมน้ำหอมสกัดจากพืชตระกูลมะนาว (Citrus) ส้ม และอีกกว่า 20 ชนิดเข้าด้วยกันที่บ้านฟารีน่า ปัจจุบันก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม เปิดเป็นบูติกและพิพิธภัณฑ์ให้ได้เข้าชม มีรอบไกด์บรรยายภาษาอังกฤษน่าสนใจมากมายโดยเฉพาะทำให้เราได้ทราบว่าลูกค้าของฟารีน่านั้นแต่เดิมล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นสูง มีฐานะ รวมถึงบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างนโปเลียนด้วย



น้ำหอมโคโลญจน์ (Eau de Cologne) มีจุดขายคือเป็นกลิ่นหอมสำหรับทุกเพศ สัดส่วนหัวกลิ่นสกัดเจือจางกว่า Eau de Toilette และ Perfume ในสมัยอดีตกาลนิยมใช้อาบ ถือเป็นเครื่องใช้หรูด้วยราคาแพง ผลิตตามสั่งเท่านั้น บรรจุภัณฑ์ออกแบบงดงามทั้งขวดแก้ว กล่องไม้ทำพิเศษ โดยฟารีน่าผลิตออกมาและให้ชื่อเรียกน้ำหอมปรุงในแบบของเขาว่า “น้ำแห่งโคโลญจน์” เพื่อเป็นเกียรติแก่เมืองที่กลายเป็นบ้านใหม่ของเขา สร้างชื่อเสียงให้โคโลญจน์ แม้ภายหลังจะมีบริษัทอื่นจดทะเบียนการผลิต และจำหน่ายแบบเป็นอุตสาหกรรมแพร่หลายโด่งดังล้ำหน้าไปกว่าน้ำหอมต้นฉบับของฟารีน่า แต่ชาวเมืองโคโลญจน์ทุกคนทราบกันดีว่าตระกูลฟารีน่าที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นเยอรมันและปัจจุบันสืบทอดมารุ่นที่ 9 แล้วนั้น คือครอบครัวตัวจริงเจ้าของตำรับน้ำหอมจากโคโลญจน์ มีการตั้งชื่อซอย ถนนในเมืองตามชื่อ J.M. Farina และมีรูปหินแกะสลักตัวตนของเขาอยู่รวมกับบุคคลสำคัญที่ทำประโยชน์แก่บ้านเมืองประดับที่ตัวอาคารที่ว่าการเมือง (Rathaus) อีกด้วย มาเที่ยวย่านเมืองเก่า ชมพิพิธภัณฑ์ฟารีน่าแล้วเดินเลยไปชมกันได้เลย ส่วนน้ำหอมฟารีน่ากลิ่นออริจินัลที่ผลิตมาแต่เริ่มแรกนั้น ก็ยังมีจำหน่ายอยู่ ถ้าซื้อทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์จะได้รับขวดเล็กเป็นที่ระลึกได้กลิ่นสัมผัสย้อนยุคไป 300 ปีเป็นที่มาแห่งตำนานโคโลญจน์



เมืองนี้ยังเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ และศิลปะที่เก่าแก่สำคัญมากอีกแห่งหนึ่งของโลก พิพิธภัณฑ์โรมัน-เยอรมันที่อยู่ติดกันกับมหาวิหารทำให้เราเห็นได้ชัดว่าเมืองนี้เติบโตมาได้ด้วยอิทธิพลของชาวโรมัน ด้วยอาคารพิพิธภัณฑ์สร้างคร่อมบนวิลล่าโรมันเก่าจัดแสดงพื้นประดับโมเสกลวดลายเทพเจ้าไดโอนีซุส (Dionysus Mosiac) ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ไม่ไกลกันคือพิพิธภัณฑ์ ลูดวิค (Ludwig) มีผลงานร่วมสมัย ป็อบอาร์ต ใหญ่ที่สุดในยุโรปรวมคอลเลคชั่นผลงาน Picasso ใหญ่มากเป็นอันดับสามของโลก รองจากปารีส และบาร์เซโลน่า




สรุปว่ามาเที่ยวเมืองโคโลญจน์ง่ายๆ ให้นั่งรถไฟมาที่ Köln Hbf ชมมหาวิหารที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโกธิคในศาสนาคริสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ยอดหอคอยคู่สูง 157 เมตร เสียดฟ้ากว่ามหาวิหารน็อทร์-ดามในกรุงปารีส  จะมองเห็นความอลังการได้เด่นชัดสุดให้เดินข้ามสะพาน Hohenzollern Bridge ไปยังตึกสามเหลี่ยมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ซื้อตั๋วเพียงไม่กี่ยูโร ขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า (Köln Triangle Panorama) มองกลับมาจะเห็นวิวเมืองโคโลญจน์รอบๆ มหาวิหารได้อย่างชัดเจนว่ามีการผสมผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และโบราณได้อย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะหลังคาอาคารพิพิธภัณฑ์ลูดวิค และสะพานทางรถไฟและคนเดินที่เป็นรูปโค้งลอยอยู่เหนือแม่น้ำไรน์นั้น ถือเป็นอีกแลนด์มาร์กที่สำคัญของเมืองโคโลญจน์




เดินข้ามสะพานกลับมาย่านเมืองเก่า ก่อนจะจบทริป อย่าลืมแวะไปจิบเบียร์ท้องถิ่นที่เขาเรียกกันว่า  เคลิช์ (Kölsch) ซึ่งต่างจากเบียร์ทั่วๆ ไปตรงที่หมักแล้วนำไปบ่มในถังไม้ในที่อุณหภูมิเย็น เมื่อกรองออกมาได้เบียร์สีเหลืองอ่อนใสกว่าปกติ คนท้องถิ่นดื่มแกล้มด้วยเนื้อหมูดิบสับบนขนมปังเรียก Mett on Bun แต่หากใจไม่ถึง อยากทานขาหมูเยอรมันแบบหนังกรอบกร้วม แนะนำให้พุ่งไปที่ร้าน Haxenhaus  ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เขาเปิดบริการมานานจนรุ่นลูกมาบริหารแล้วก็ยังคงความอร่อยแถมได้บรรยากาศท้องถิ่นที่แท้จริงเยี่ยงว่าเป็นชาวเคลิน์เลยทีเดียว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com