House of Lange Exhibition

Last updated: Aug 1, 2018  |  506 จำนวนผู้เข้าชม  |  INSIDE THE MANUFACTURE

House of Lange Exhibition

ยอดแบรนด์สัญชาติเยอรมัน A. Lange & Söhne สืบสานตำนานอันยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 170 ปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงและท้าทายมานับครั้งไม่ถ้วน ด้วยผลงานรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในทุกปี พร้อมกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย ผลงานทุกคอลเลคชั่น จึงไม่เพียงแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพและความพิถีพิถันในการสร้างผลงานทุกขั้นตอน แม้แต่การประกอบชิ้นส่วนกลไกที่ต้องทำถึงสองครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกลไกจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกเรือนที่ผ่านการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ได้มาตรฐานที่ยอดเยี่ยมที่สุด รวมไปถึงการส่งต่อไปยังช่างนาฬิการุ่นใหม่ เพื่อรักษาศาสตร์และศิลป์อันทรงคุณค่าของแบรนด์ให้ยั่งยืนและยาวนาน สมดังปรัชญาของแบรนด์ที่ว่า “Never Stand Still”

หลังจากปล่อยผลงานใหม่ของปีนี้ ทั้งคอลเลคชั่นพิเศษ 1815 “Homage to Walter Lange” ที่รังสรรค์มาเพื่อรำลึกถึง Walter Lange ทายาทสายตรงคนสุดท้ายของผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ferdinand Adolph Lange และเป็นผู้พลิกฟื้นแบรนด์ให้กลับมาผงาดในโลกนาฬิกาชั้นสูงอีกครั้ง โดยเพิ่งจากไปเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงอีกก้าวของนวัตกรรมกลไกของระบบจับเวลาอย่าง Triple Split ที่จับเวลาได้ 2 รายการพร้อมกัน แต่ยาวนานถึงระดับชั่วโมง ทั้งสองความใหม่รวมถึงเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของแบรนด์ได้รับการถ่ายทอดผ่านนิทรรศการอันทรงคุณค่าในชื่อ House of Lange Exhibition ที่จัดขึ้น ณ Salon of the National Museum of Singapore ระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังและเรื่องราวที่ทรงคุณค่า

บอร์ดนิทรรศการส่วนแรกเป็นเรื่องราวของแบรนด์ตั้งแต่ปี 1845 เมื่อ Ferdinand Adolph Lange ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาภายใต้ชื่อ A. Lange & Sons ในเมืองกลาสฮุตเตอ แคว้นแซกซอน ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น A. Lange & Söhne ในรุ่นสอง พร้อมกับนาฬิกาโบราณจากพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์ในเยอรมนีที่นำมาจัดแสดงเพื่อย้อนรอยประวัติศาสตร์ในภาพที่ชัดเจน ส่วนบอร์ดนิทรรศการถัดมาจะเป็นเรื่องราวของ Walter Lange หลังจากวัยเกษียณที่ทุ่มเทเวลาเพื่อพลิกฟื้นโรงงานผลิตนาฬิกาของบรรพบุรุษขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หลังจากหยุดชะงักเพราะสงครามไปนานกว่า 40 ปี และมอบลมหายใจแห่งชีวิตใหม่ให้กับ A. Lange & Söhne โดยฟันฝ่าอุปสรรคมากมายจนกระทั่งประสบความสำเร็จและเข้าไปนั่งในใจของนักสะสมนาฬิกาทั่วโลก


นิทรรศการส่วนที่ 3 เป็นเรื่องราวของการพัฒนากลไกโครโนกราฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์ นับจากผลงานรุ่นแรกอย่าง Datograph เปิดตัวในปี 1999 พร้อม 2 สิทธิบัตรที่แบรนด์จดลิขสิทธิ์ กลไกไขลานที่มาพร้อมโมดูลของระบบจับเวลาโครโนกราฟและระบบฟลายแบ็ค ในโครงสร้างสถาปัตยกรรมอันเป็นเลิศ หลังจากนั้นอีกราว 5 ปี นวัตกรรมในระบบจับเวลารุ่น 2 อย่าง Double-Split ที่มาพร้อมระบบฟลายแบ็คเช่นกัน เปิดตัวครั้งแรกในปี 2004 และมาถึงรุ่น 3 คือ Triple Split นวัตกรรมกลไกจับเวลา 2 รายการพร้อมกันต่อเนื่องยาวนาน 12 ชั่วโมง นอกจากจะมีเรื่องราวให้ศึกษาเพื่อความเข้าใจแล้ว ยังมีนาฬิกาเรือนเด่นมาอวดโฉมให้ชมไปพร้อมๆ กับการพัฒนาด้วย

ส่วนไฮไลท์สำคัญมีด้วยกัน 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นนาฬิกา A. Lange & Söhne ที่ยืมจากคลังส่วนตัวของนักสะสม 6 คน พร้อมกับบทสัมภาษณ์ที่ให้ฟังผ่านหูฟังบอกเล่าถึงความประทับ นาฬิกาของนักสะสมทั้ง 10 เรือนล้วนเป็นเรือนหายากยิ่ง อาทิ ผลงานชุดพิเศษอย่าง A. Lange & Söhne 165 Years – Homage to F. A. Lange Collection ผลิตขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 165 ปีแบรนด์ ประกอบด้วย Tourbograph‚ Pour Le Merite’, Lange 1 Tourbillon และ 1815 Moonphase ในตัวเรือนทองคำสีน้ำผึ้ง สูตรพิเศษของแบรนด์, ผลงานอย่าง Datograph Pisa ที่ผลิตจำกัดเพียง 10 เรือนทั่วโลกเพื่อร้าน Pisa Orologeria ในปี 2004, ผลงานเรือนสวยอย่าง Datograph ในตัวเรือนทองที่ผลิตจำกัดเพียง 30 เรือน บางครั้งถูกเรียกว่ารุ่น Yellowjacket หรือผลงานเรือนพิเศษที่ผลิตให้กับ LOG   ในปี 2009 อย่าง Cabaret Lange Owners Group ที่มี 25 เรือนพร้อมหมายเลขประจำเรือน และแกะลายเฉพาะบนชิ้นส่วนสำคัญอย่างบาลาสซ์ค็อก ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่หาชมได้ยาก นอกจากนี้ก็ยังมี Langematik รุ่นฉลองครบรอบ 10 ปีการฟื้นกลับมาของแบรนด์ครั้งที่ 2 ในตัวเรือนแพลทินัม เปิดตัวปี 2000 และสุดท้ายคือ 1815 Up/Down ‘Walter Lange Edition’ ที่มาพร้อมฝาปิดบนฝาหลังแบบฮันเตอร์ แกะสลักลายเซ็นของ Walter Lange ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลก

อีกส่วนคือ Connoisseur's Akademie คลาสที่เปิดโอกาสให้สัมผัสประสบการณ์ของช่างนาฬิกา โดยมี Mr. Robert Hoffman ผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกซับซ้อนของแบรนด์เป็นวิทยากร ซึ่งปกติแล้ว แบรนด์ A. Lange & Söhne ก็มักจะจัดคลาสพิเศษแบบนี้อยู่บ่อยๆ ให้กับนักสะสม ลูกค้า รวมไปถึงสื่อต่างๆ ได้ลองขัดแต่งหรือประกอบชิ้นส่วนนาฬิกาด้วยตนเอง เพื่อการรับรู้ที่ชัดเจนยิ่งกว่า แต่ละคลาสอาจแตกต่างกัน เช่น บางคลาสให้ประสบการณ์ด้านการขัดแต่งในวิถีของเยอรมันสไตล์ งานขัดที่ต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบ ก่อนนำไปประกอบเข้ากับนาฬิกา


แต่ก่อนที่จะได้ลงมือประกอบชิ้นส่วนกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกซับซ้อนก็ให้ความรู้ในเรื่องของ Energy Transmission การส่งพลังงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลไก โดยมีความซับซ้อนของกลไก อาทิ Fusée-And-Chain ที่ทำให้การส่งพลังงานมีความคงที่ ไม่ว่าลานจะเต็มหรือไม่ก็ตาม ความซับซ้อนนี้มีอยู่ในผลงานคอลเลคชั่นสำคัญอย่าง Pour le Mérite รวมไปถึงสปริงสายใย องค์ประกอบสำคัญของแหล่งพลังงานสำหรับกลไกที่แบรนด์ผลิตขึ้นเองภายในโรงงาน ซึ่ง A. Lange & Söhne เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่สามารถผลิตสปริงสายใยได้เอง รวมไปถึงการอ่านรหัสกลไกที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า กลไกแต่ละชุดผลิตขึ้นในปีไหน และเป็นชุดที่เท่าไรของปี เป็นต้น

ในส่วนคลาสประกอบชิ้นส่วนกลไก ใช้เครื่องฐานที่เป็นเครื่องสำหรับฝึกหัดเพื่อให้ง่ายต่อการประกอบโดยเฉพาะมือสมัครเล่นทั้งหลายที่ไม่ได้มีพื้นฐานของช่างนาฬิกามาก่อน ชิ้นส่วนเล็กๆ ถูกเตรียมไว้ในกล่องที่แบ่งช่องชัดเจน มีอยู่ราว 10 กว่าชิ้น นับรวมน็อตตัวเล็กๆ ด้วย โดยคลาสนี้ให้เริ่มจากยึดแท่นเครื่องบนอุปกรณ์ ติดตั้งเฟืองวินาที เฟืองนาที เฟืองขับเม็ดมะยม จักรเอสเคปและจักรสาม ตลับลานและยึดด้วยสะพานจักรให้เรียบร้อย ขันสกรูให้ถูกต้อง เท่านี้ก็ใช้เวลากันเป็นชั่วโมง หลักสำคัญของการประกอบมีอยู่ 3 ข้อคือ 1 อย่าทำชิ้นส่วนหาย 2 อย่าทำชิ้นส่วนเสียหาย และ 3 ประกอบทุกส่วนให้ตรงตำแหน่ง

สิ่งสำคัญอีกข้อคือการสวมปลอกนิ้วไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้นิ้วสัมผัสกับชิ้นส่วนโดยตรง ซึ่งสำหรับกลไกจักรกลของแบรนด์ A. Lange & Söhne ชิ้นส่วนอย่างแท่นเครื่องสามส่วนสี่ และสะพานจักรที่ทำด้วย German silver ที่ไม่ผ่านกระบวนการชุบพื้นผิว ซึ่งอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ เปลี่ยนสีได้ง่ายและเกิดรอยง่ายนั่นเอง เมื่อประกอบทุกชิ้นส่วนเข้าด้วยกันแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเรียนรู้เกี่ยวกับการหยอดน้ำมัน ซึ่งปกติแล้ว ช่างนาฬิกาจะต้องหยอดน้ำมันในทุกชิ้นส่วนระหว่างการประกอบ ถ้ามีกลไกเป็นร้อยชิ้นก็ต้องหยอดกันเป็นร้อยครั้ง เพื่อป้องกันแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นเมื่อชิ้นส่วนสัมผัสกัน การหยอดน้ำมันของกลไกนาฬิกาจัดเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่เรียกว่ายากไม่ใช่เล่น เพียงแค่จุ่มอุปกรณ์ลงในน้ำมันเพื่อนำมาหยอด ปริมาณต้องพอเหมาะ มากไปก็ไม่ได้ น้อยไปก็ไม่ดี ยิ่งเป็นกลไกชั้นสูงของ แบรนด์ A. Lange & Söhne ยิ่งต้องพิถีพิถันและระมัดระวังสุดๆ ไม่แปลกเลยที่แบรนด์จะประกอบกลไกถึง 2 ครั้ง ประกอบครั้งแรกเพื่อตรวจสอบ จากนั้นก็รื้อและประกอบใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ทุกส่วนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ทำงานได้อย่างเหนือมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่ยังไม่ได้รวมถึงการขัดแต่งชิ้นส่วนต่างๆ เข้าไปอีก แต่ละชุดกลไกจึงใช้เวลานานมากกว่าจะสำเร็จและนำไปประกอบเป็นเครื่องบอกเวลาที่พร้อมจะอวดความงามบนข้อมือ เพราะสำหรับแบรนด์ A. Lange & Söhne แล้ว หัวใจสำคัญของการผลิตคือ “Quest for Perfection” การแสวงหาความสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Powered by MakeWebEasy.com