CARTIER : AHEAD OF TIME

Last updated: Sep 26, 2016  |  2454 จำนวนผู้เข้าชม  |  COVER STORY

CARTIER : AHEAD OF TIME

Drive de Cartier


ความโค้งและเส้นสายอันประณีตได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะหนึ่งเดียวที่เปี่ยมด้วยสไตล์ สง่างาม และทันสมัย: เป็นภาษาแห่ง คาร์เทียร์ ที่ถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หลังจากผลงานการออกแบบรูปทรงตัวเรือนที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จากตัวเรือนสี่เหลี่ยมจตุรัสของ Santos, ตัวเรือนทรงถังเบียร์ของ Tortue, ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าของ Tank หรือที่นำแรงบันดาลใจจากนาฬิกาที่บิดเบี้ยวจากอุบัติเหตุรถชนอย่าง Crash และการผสานวงกลมของ Ballon Bleu มาจนถึงผลงานปีที่แล้วของการผสานวงกลมและวงรีของ Clé de Cartier มาถึงปีนี้ รูปทรงที่มิใช่ของใหม่ แต่นำมารังสรรค์ให้เปี่ยมเอกลักษณ์และแฝงจิตวิญญาณของ Cartier ในตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมมนหรือทรงคุชชั่น ในคอลเลกชั่น Drive de Cartier

Drive de Cartier นำสัญชาติญาณ ความเป็นอิสระ เส้นศิลป์ที่งามสง่าของผู้ชายแห่งไดร์ฟ บวกกับแรงบันดาลใจจากรถโบราณมารังสรรค์เป็นผลงานเครื่องบอกเวลาได้อย่างลงตัว โดยความงามสง่าจะเปลี่ยนไปในแต่ละรุ่น แต่มีดีไซน์ร่วมของตัวเรือนทรงคุชชั่นที่ชวนให้นึกถึงเบาะหนังของรถคลาสิก พื้นหน้าปัดที่รังสรรค์ด้วยลวดลายแกะสลักในแบบแผนของกิโยเช่ ที่ดูคล้ายงานออกแบบของกระจังหน้ารถยนต์ ติดตั้งเม็ดมะยมสำหรับไขลานและตั้งเวลาในรูปทรงคล้ายกับ bolt หรือน็อตตัวผู้ การตีความใหม่และสร้างมิติจากแรงบันดาลใจที่ปรากฎอยู่ในยอดยนตรกรรม งานตกแต่งเหล่านี้ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้บรรจบกับมาตรฐานความต้องการของผู้หลงใหลในเรือนเวลา ขณะที่ผิวของวัสดุที่เลือกใช้สร้างความแตกต่างด้วยการปัดด้านในแบบซาตินที่ข้างตัวเรือนตัดกับพื้นผิวขัดเงาด้านบนและล่าง ช่วยขยายมิติของตัวเรือนและเพิ่มความเฉียบคมให้กับรูปทรงคุชชั่น





Drive de Cartier เผยโฉมให้เลือกในหลายรุ่น ทั้งรุ่น Automatic ที่มาพร้อมกับการแสดงเวลาในแบบ 2 เข็มครึ่ง แยกวินาทีมาไว้บนหน้าปัดย่อย ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 1904-PS MC กลไกอินเฮาส์ที่รังสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2010 เป็นหนึ่งในกลไกชุดแรกๆ ที่คิดค้นพัฒนาและประกอบขึ้นภายในโรงงานของ Cartier ด้วยความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด เพื่อให้ได้ผลงานที่ประณีตเป็นที่สุด โดยเฉพาะการตกแต่งพื้นผิวสะพานจักรและโรเตอร์ขึ้นลานด้วยลาย Côtes d e Genève และขัดเงาบนหัวสกรู สร้างความสมดุลในความงาม ขณะเดียวกันก็ทำงานได้เที่ยงตรงอย่างสมบูรณ์แบบ มาพร้อมตลับลานคู่ เพื่อให้มั่นใจถึงความต่อเนื่องของกำลังบิดในสปริงสายใยที่จะมีความเสถียรตลอดการใช้งาน รุ่นนี้มีให้เลือกทั้งตัวเรือนสเตนเลสสตีลหรือทองคำสีชมพู 18k

นอกจากนี้ก็ยังมีผลงานที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นกับ Drive de Cartier ที่มาพร้อมวันที่ขนาดใหญ่และการแสดงไทม์โซนที่ 2 ด้วยระบบเข็มกวาดตีกลับ รวมทั้งการแสดงเวลากลางวัน-กลางคืน ทุกฟังก์ชันจับวางอย่างลงตัวบนพื้นหน้าปัดเดียว มาพร้อมการทำงานของกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 1940-FU MC ที่รังสรรค์ขึ้นในปี 2014 เป็นกลไกที่ผสานความซับซ้อนของการแสดงเวลาต่างไทม์โซนและวันที่ขนาดใหญ่ที่ปรับตั้งด้วยเม็ดมะยมเดียว และที่สุดของความงามสง่าของ Drive de Cartier Flying Tourbillon ทำงานด้วยกลไกไขลาน คาลิเบอร์ 9452 MC ผสานกลไกฟลายอิ้งตูร์บิยอง ที่ชดเชยความผิดเพี้ยนจากแรงโน้มถ่วงโลก ชิ้นส่วนกลไกได้รับการขัดแต่งอย่างประณีต รับประกันด้วยตรา Poinçon de Genève เฉพาะรุ่นนี้มีเพียงตัวเรือนทองคำสีชมพู 18k ประกอบสายหนังจระเข้



CRASH SKELETON

CALIBRE 9618 MC


ผลงานที่ดึงดูดทุกสายตาอย่าง Crash เป็นอีกหนึ่งผลงานในกลุ่ม Fine Watchmaking ของ Cartier คอลเลกชั่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาของลูกค้าที่ประสบอุบัติเหตุรถชน ทำให้นาฬิการูปทรงบิดเบี้ยว นำมาให้ผู้อำนวยการของบูติกแบรนด์ สาขาลอนดอน ซ่อมบำรุงให้ แต่กลับกลายเป็นดีไซน์ของตัวเรือนทรงใหม่ บิดเบี้ยวแต่งดงาม ของคอลเลกชั่น Crash ซึ่งปีนี้ได้รับการสานต่อความแปลกตาในแบบสเกเลตัน เปลือยโครงสร้างกลไกให้เห็นกันอย่างเต็มตา Cartier ผลักดันการทดลองกับรูปทรงที่มีข้อจำกัด สู่ซีรีส์ใหม่ของตำนานกลไกจักรกล โดยผสานกลไกไขลานคาลิเบอร์ 9618 MC กับตัวเรือนให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันของรูปทรงอสมาตร

ไม่เพียงแต่ตัวเรือนที่ชวนสะดุดตา เมื่อพินิจพิจารณาถึงหน้าปัดก็จะเห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของ Cartier ทั้งตัวเลขโรมันที่บิดไปตามรูปทรงของตัวเรือน เผยให้เห็นบางส่วนของกลไกไขลานในแบบสเกเลตัน และชมอย่างเต็มตาผ่านฝาหลังคริสตัลแซพไฟร์ ที่จะสะท้อนความยอดเยี่ยมในเชิงศาสตร์แห่งกลไกจักรกล ที่รังสรรค์โครงสร้างของกลไกให้บิดไปตามรูปทรงของตัวเรือน และศิลป์แห่งความงามจากการขัดแต่งชิ้นส่วนกลไกอย่างประณีต กลไกไขลานขุดนี้ ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ประดับทับทิมกันการเสียดสี 21 เม็ด สำรองพลังงานได้นาน 3 วัน

Crash Skeleton รุ่นใหม่เผยโฉมในตัวเรือนทองคำสีชมพู 18K ต่อเนื่องจากเวอร์ชั่นตัวเรือนแพลทินัมที่เปิดตัวไปเมื่อปีก่อน ประกอบสายหนังจระเข้คุณภาพสูง และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 67 เรือน ตอกย้ำถึงปีแรกที่คอลเลกชั่น Crash ได้รับการพัฒนาและผลิตสู่ตลาดในปี 1967 ท่ามกลางความตื่นเต้นกระแส Swinging London ยุคที่คนหนุ่มสาวแสดงพลังแห่งเสรีอย่างเต็มที่นั่นเอง



ROTONDE DE CARTIER

ASTROMYSTÉRIEUX


ในกลุ่มของนาฬิกาชั้นสูงที่สะท้อนความชำนาญด้านการประดิษฐ์นาฬิกาหรือ Fine Watchmaking ในปีนี้ Cartier รังสรรค์ผลงานชิ้นเยี่ยมหลายรุ่น หนึ่งในนั้นก็คือ Rotonde de Cartier Astromystérieux แรงบันดาลใจจากความน่าอัศจรรย์ของนาฬิกาตั้งโต๊ะจากปี 1925 ผลงานร่วมของ Louis Cartier กับช่างนาฬิกา Maurice Couet สู่ผลงานนาฬิกาข้อมือที่มาพร้อมกับความน่าพิศวงยิ่งกว่า ด้วยการนำโครงสร้างบางส่วนของชุดกลไกไขลาน คาลิเบอร์ 9462 MC ซึ่งประกอบด้วย ชุดจักรเอสเคปเม้นท์ ชุดถ่ายทอดกำลังหลักและตลัลลาน เชื่อมต่อกับกลไกตูร์บิยอง ผสานการทำงานและหมุนคว้างไปพร้อมกับการแสดงเวลาอย่างน่าทึ่ง

Rotonde de Cartier Astromystérieux มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ อาทิ ดิสก์ชั่วโมงที่เชื่อมต่อกับดิสก์กลไกตูร์บิยอง โดยดิสก์ทั้งคู่มีขนาดใหญ่จึงต้องพัฒนาระบบถ่ายทอดกำลังพิเศษ เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น รวมทั้งการพัฒนาระบบซับแรงกระแทกเพื่อปกป้องชิ้นส่วนเมื่อกลไกหมุนไปโดยรอบ รวมทั้งขณะสวมบนข้อมือ และยังมาพร้อมความพิศวงของระบบการขึ้นลานแบบแผนใหม่ที่ Cartier จดสิทธิบัตรไว้แล้ว โดยพัฒนาการใช้แผ่นดิสก์แซพไฟร์เชื่อมต่อกับเม็ดมะยม ด้วยระบบที่ซับซ้อนและเปี่ยมเอกลักษณ์ และนวัตกรรมแผ่นดิสก์แซพไฟร์แผ่นล่าง ในตำแหน่งฐานของชุดกลไกทำ 2 หน้าที่คือ ทำให้กรงตูร์บิญองเคลื่อนที่เมื่อกลไกทำงานปกติ แต่เมื่อไรที่เม็ดมะยมถูกดึงออก ก็จะเชื่อมต่อกับระบบการตั้งเวลาแทน เป็นอีกหนึ่งสิทธิบัตรของ Cartier เช่นกัน กลไกไขลาน คาลิเบอร์ 9462 MC ชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมงและสำรองพลังงานได้นานกว่า 50 ชั่วโมง

ผลงานสุดซับซ้อนและน่าอัศจรรย์ของ Rotonde de Cartier Astromystérieux อวดโฉมในตัวเรือนพาลาเดียม 950/1000 ขนาด 43.5 มิลลิเมตร เหนือเม็ดมะยมประดับด้วยพลอยสีน้ำเงินเจียระไนทรงเบี้ยหลังเต่า ประกอบสายหนังจระเข้สวยหรู ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือนเท่านั้น ทั้งยังมีรุ่นประดับเพชรเจียระไนทรงบาเก็ตต์เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ชอบความวิบวับของอัญมณีด้วย



ROTONDE DE CARTIER

EARTH AND MOON


นอกเหนือจากการเผยโครงสร้างกลไกจักรกลที่ซับซ้อนงดงามให้เห็นบนพื้นหน้าปัดในแบบสเกเลตันแล้ว Rotonde de Cartier Earth and Moon ยังสะท้อนฝีมือการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงที่สืบทอดมายาวนาน โดยมุ่งเเน้นความงามประณีตและความยอดเยี่ยมของศาสตร์ด้านเทคนิคที่เปรียบประดุจลายเซ็นต์ของ Cartier ไว้อย่างชัดเจน

ขื่อรุ่น Earth and Moon มาจากหน้าปัดย่อย 2 วง ที่แสดงค่าของเวลาโลกและเวลาของดวงจันทร์ โดยพื้นหน้าปัดย่อยทั้งคู่ประดับด้วยหินอุกกาบาตหายากซึ่ง Cartier เลือกสรรมาให้เข้ากับธีม “ดวงดาว” ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 กับรุ่นแรกในตัวเรือนแพลทินัมกับหน้าปัดสีน้ำเงินของ ลาพิส ลาซูลี สำหรับรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ผสานการแสดงเวลาที่น่าทึ่งกับ 2 เวลาบนหน้าปัดเดียวในแบบเยื้องศูนย์ โอบล้อมหน้าปัดย่อยแสดงค่าด้วยตัวเลขโรมัน หนึ่งในอัตลักษณ์ของแบรนด์ เชื่อมเวลาท้องถิ่นด้วยชุดเข็มสีน้ำเงิน ควบคู่ไปกับการแสดงเวลาไทม์โซนที่ 2 ด้วยเครื่องหมายสามเหลี่ยมที่ 12 นาฬิกากับตัวเลขบนแผ่นจานที่อ่านค่าได้อย่างชัดตาในแบบ 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน การแสดงเวลาพระจันทร์สัมพันธ์กับกลไกตูร์บิยองที่ซับซ้อนและงดงาม แต่ไม่ใช่ในเชิงการทำงาน หากเป็นการเคลื่อนหน้าปัดย่อยของดวงจันทร์ให้ปิดหรือเปิดเพื่ออวดหรือซ่อนกลไกตูร์บิยองนั่นเอง

ด้วยความซับซ้อนของการแสดงค่าและเทคนิคที่น่าตื่นตาตื่นใจ Cartier ต้องพัฒนาหาทางออกให้กับกลไก ทั้งปุ่มควบคุมที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกาสำหรับการตั้งเวลาไทม์โซนที่ 2 และปุ่มกดที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกาที่ใช้ควบคุมแผ่นหน้าปัดย่อยแสดงค่าพระจันทร์ให้เปิดหรือปิดเหนือกรงตูร์บิยอง ซึ่งสิ่งที่ต้องใส่ใจอย่างยิ่งคือการแสดงค่าของดวงจันทร์ที่เกี่ยวเนื่องกับรูปทรง ซึ่งต้องตรงกับเวลาพระจันทร์บนท้องฟ้า โดยกลไกนี้ทำให้การแสดงเวลาพระจันทร์มีความเที่ยงตรงสูง ปรับตั้งเพียงครั้งเดียวในทุกๆ 126 ปี ซึ่ง Rotonde de Cartier Earth and Moon  มาพร้อมความยอดเยี่ยมของกลไกไขลาน คาลิเบอร์ 9440 MC และตูร์บิญอง สำรองพลังงานได้นาน 3 วัน บรรจุในตัวเรือนทองคำสีชมพู 18k ขนาด 47.0 มิลลิเมต ผลิตจำกัดเพียง 15 เรือนทั่วโลก



TOURBILLON MYSTÉRIEUX AZURÉ

PENDANT WATCH


ในกลุ่ม High Jewellery เป็นอีกหนึ่งความยอดเยี่ยมของ Cartier ที่สั่งสมประสบการณ์และความชำนาญมายาวนานกว่า 160 ปี หนึ่งในผลงานที่หรูหราตระการตาคือจี้บอกเวลา Tourbillon Mystérieux Azuré ผสานดีไซน์ ความโปร่งใส การประดับเพชรสุดประณีตและกลไกที่น่าอัศจรรย์ไว้ด้วยกัน

Tourbillon Mystérieux Azuré จี้ที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญในรูปทรงของผีเสื้อที่ปรากฎขึ้นด้วยเส้นสายที่แผ่กว้างและลายโค้ง ปีกผีเสื้อประดับด้วยไพลินเรียงตามโค้งอย่างงดงามที่ปลายของเพชรน้ำงามที่ร้อยเรียงเป็นแถว ราวกับผีเสื้อกลางคืนที่ลึกลับ กลางพื้นหน้าปัดเด่นด้วยตูร์บิยองคู่สุดพิศวง ล่องลอยอยู่กลางกระจกคริสตัลแซพไฟร์ ทั้งงดงามและยังทำหน้าที่ชดเชยค่าผิดเพี้ยนจากแรงโน้มถ่วงโลกให้กับกลไกไขลาน คาลิเบอร์ 9463 MC ในเวลาเดียวกัน กลไกตูร์บิยองคู่ตอกย้ำถึงความชำนาญด้านการผลิตกลไกจักรกลของ Cartier ที่ไม่ละเว้นแม้แต่ในผลงานนาฬิกาที่เปรียบประดุจเครื่องประดับชิ้นเอก ปลายจี้ใต้การแสดงเวลา จับตาด้วยตุ้มไพลินซีลอนสีน้ำเงินเม็ดใหญ่เจียระไนรูปไข่อย่างประณีต น้ำหนัก 25.93 กะรัต อัญมณีเม็ดพิเศษที่มาจากศรีลังกา เชื่อมด้วยข้อต่อลายเรขาคณิตประดับเพชรน้ำงาม ประกอบกับสายโซ่ทองคำขาวประดับเพชรทั้งเส้น

จี้นาฬิกา Tourbillon Mystérieux Azuré คือผลงานที่น่าหลงใหลจากพรสวรรค์ของช่างเครื่องประดับและช่างนาฬิกา นำศาสตร์และศิลป์มาผสานรวมกันสร้างความงามที่ซับซ้อน ด้านหน้าดูอัศจรรย์ ด้านหลังเผยถึงกลไกจักรกลที่ได้รับการขัดแต่งอย่างประณีตผ่านคริสตัลแซพไฟร์ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาในการทำงานนานกว่า 2,050 ชั่วโมง หรือยาวนานกว่า 17 เดือน กว่าที่จะได้ผลงานที่ราวกับการร่ายเวทมนต์ของ Cartier ขยายขอบเขตความเชี่ยวชาญแต่ละสาขาให้เหนือกว่าจินตนาการ ผลงานชิ้นนี้มีเพียงเรือนเดียวในโลก



PANTHÈRES ET COLIBRI

ON DEMAND POWER RESERVE


ความชำนาญด้านเทคนิคกลไกไม่ได้มีเพียงรูปแบบทั่วไป หาก Cartier ยังประดิษฐ์การวัดค่าเวลาที่แสดงค่าในแบบที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นด้วยการบินของนกแฮมมิ่งเบิร์ด หรือให้เสือดำเป็นผู้พิทักษ์แห่งเวลา นับตั้งแต่เสือดำปรากฎตัวครั้งแรกบนนาฬิกาข้อมือสำหรับผู้หญิงของ Cartier เมื่อปี 1914 และได้รับการสานต่อผลงานเรื่อยมา ด้วยเสือมีความงามสง่าและแฝงด้วยพลังอำนาจ สะท้อนถึงความเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมความมั่นใจในตนเองได้เป็นอย่างดี ในปีนี้เสือดำของ Cartier กลับมาปรากฎตัวอีกครั้งในแบบที่ซับซ้อนและน่าหลงใหล ทั้งยังไม่ได้มาแบบเดี่ยวๆ หาก Panthères et Colibri ความงามสง่าเหนือระดับนี้มาในแบบเสือแม่ลูก สะท้อนความรักและความสัมพันธ์อันลึกซึ้งได้อย่างน่าทึ่ง

สะท้อนจิตวิญญาณในสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่จะปกป้องลูกเมื่อมีศัตรูหรือสิ่งผิดปกติเข้ามาใกล้ Cartier ถ่ายทอดความคิดนี้สู่ดีไซน์ของแม่เสือที่จะซ่อนลูกน้อยไว้ทันทีที่นกแฮมมิ่งเบิร์ดอยู่ใกล้ๆ ซึ่งควบคุมด้วยปุ่มกดร่วมกับเม็ดมะยม เมื่อใดที่เม็ดมะยมถูกกด นกแฮมมิ่งเบิร์ดก็จะบินและลูกเสือทองคำที่หลบใต้อกแม่ก็จะโผล่มาให้เห็น นี่คือความน่าอัศจรรย์ของ Cartier ที่นำเรื่องราวสุดน่ารักมารังสรรค์ได้อย่างน่าทึ่ง กลไกนี้ควบคุมการเคลื่อนไหวของนกแฮมมิ่งเบิร์ดและลูกเสือคล้ายกับกลไกหุ่นกลหรือออโตมาตอน ทำงานร่วมกับกลไกไขลานใหม่ คาลิเบอร์ 9915 MC สำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง ซึ่งการแสดงพลังงานสำรองอยู่ที่ความกว้างขององศาการบินของนกแฮมมิ่งเบิร์ดนั่นเอง ดังนั้น หากต้องการรู้ว่าพลังงานสำรองเหลือเท่าไร ก็สามารถกดปุ่มเหนือเม็ดมะยเพื่อดูอัตราที่เหลือได้ และจะได้ชมลูกเสือในเวลาเดียวกันด้วย

Panthères et Colibri งดงามในตัวเรือนทองคำขาว 18k ขนาด 42.75 มิลลิเมตร ประดับด้วยเพชรน้ำงาม 314 เม็ด และเหนือเม็ดมะยมอีก 1 เม็ด พื้นหน้าปัดทองคำขาว ประดับเพชรทรงเหลี่ยมเกสร 11 เม็ดและประดับด้วยเสือดำแกะสลักจากทองคำขาว 18k ประดับเพชร 270 เม็ด และมรกตทรงลูกแพร์ประดับแทนดวงตา สร้างลายจุดดำบนตัวเสือด้วยการเคลือบเงาสีดำ ขณะที่ลูกเสือทำด้วยทองคำ ประกอบสายหนังจระเข้ และตัวพับล็อกทองคำขาว 18k ประดับเพชร 34 เม็ด



BALLON BLEU DE CARTIER

ENAMEL GRANULATION WITH PANTHER MOTIF


ผลงานเรือนพิเศษที่ผสานงานช่างเชิงศิลป์หลากแขนงไว้ด้วยกันอย่างน่าสนใจ Ballon Bleu de Cartier ผสานเทคนิคเชิงช่างด้านการเคลือบสีลงยาชั้นสูงกับศิลปะการทำเม็ดเทคนิคโบราณที่เรียกว่า granulation ซึ่งพบเห็นได้จาก Etruscan granulation โบราณวัตถุเก่าแก่อายุกว่า 3,000 ปี Cartier นำมาประยุกต์ใช้รังสรรค์พื้นหน้าปัดที่น่าตื่นตาตื่นใจครั้งแรกเมื่อปี 2013 มาถึงปีนี้ Ballon Bleu de Cartier รุ่นใหม่ Enamel Granulation with Panther Motif ที่เกิดจากช่างเคลือบสีลงยาระดับมาสเตอร์ผู้ได้แรงบันดาลใจจากหลักการทำเม็ดทองคำนำมาประยุกต์ใช้การลูกปัดเคลือบสีลงยา รังสรรค์ลวดลายโครงสร้างหัวเสือบนพื้นหน้าปัด

กระบวนการทำลูกปัดจะคล้ายกับการทำเม็ดทองด้วยเทคนิค granulation หากแต่การสร้างเม็ดลงยานี้จะเริ่มจากแผ่นหรือผงที่นำไปทำเป็นสะเก็ดเล็กๆ และผ่านความร้อนจนกระทั่งขึ้นรูปเป็นลูกปัดแต่ละเม็ด ขนาดของลูกปัดนี้จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเส้นผ่าศูนย์กลางในตอนเริ่มเริ่มทำ ก่อนจะนำมาประกอบขึ้นเป็นลวดลาย ที่ต้องผสานไปกับการเคลือบสีลงยาปกติบนพื้นหน้าปัดทองคำ 22k ความยากอยู่ที่การคัดเลือกเม็ดลูกปัดให้ได้เฉดสีที่ต้องการ เพื่อทำให้ลวดลายมีมิติและสะท้อนภาพเสือที่งามสง่า ซึ่งสีของลูกปัดจะเกิดจากการควบคุมระดับอุณหภูมิของการใช้ไฟในการเผาให้ขึ้นสีที่แตกต่างกัน รวมถึงระยะเวลาในการเผาด้วย ยิ่งลูกปัดที่ใช้มีจำนวนมาก บวกกับกระบวนการทำที่มากกว่า 30 ขั้นตอน ผลงานชิ้นนี้จึงใช้เวลาในการทำมากเป็นพิเศษ เฉพาะการประดับเม็ดลูกปัดและลงยา ใช้เวลาเกือบเดือนที่จะทำให้เสร็จสมบูรณ์

ผลงานสุดพิเศษ Ballon Bleu de Cartier Enamel Granulation with Panther Motif เป็นผลงานรังสรรค์ของ Maison des Métiers d’Art ที่รวมเหล่าเทพในแขนงต่างๆ ทั้งช่างแกะสลัก ช่างขัดแต่ง ช่างลงยา ช่างประดับอัญมณีและช่างนาฬิกา ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นเพียง 30 เรือนทั่วโลก ผลงานเรือนนี้งดงามในตัวเรือนทอง 18k ขนาด 42.0 มิลลิเมตร ประดับด้วยเพชรทรงเหลี่ยมเกสร 124 เม็ด และเหนือเม็ดมะยมทองคำประดับด้วยพลอยเจียระไนทรงเบี้ยหลังเต่า ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 049 ประกอบสายหนังจระเข้ พร้อมตัวพับล็อกทองคำ ประดับเพชร 43 เม็ด


เรื่อง: Wanida Siripaopradsit

Powered by MakeWebEasy.com