A JOURNEY OVERSEAS

Last updated: Sep 23, 2016  |  960 จำนวนผู้เข้าชม  |  TALKING WATCHES

A JOURNEY OVERSEAS

ในที่สุด Vacheron Constantin ก็ได้ประกาศเปิดตัว Overseas รุ่นใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมบอกว่าในที่สุดเพราะเสียงโห่ร้องจากนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบซึ่งรอคอย Overseas รุ่นใหม่ได้เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นระดับที่ดังอึกทึก เพราะแบรนด์ปล่อยผ่านไปอีกหนึ่งปีโดยไม่มีข่าวคราวใดๆ (โอเค อาจเรียกได้ว่าเป็นการยกระดับการสนทนามากกว่าเสียงโห่ร้อง นี่คือโลกของนาฬิกา) Vacheron ดำเนินการในกรอบเวลาของตนเองซึ่งเหมาะสมกับการเป็นแบรนด์ชั้นสูง ดังนั้นในแง่ของ Vacheron การเปิดตัว Overseas รุ่นใหม่ในครั้งนี้ใช้เวลาน้อยกว่า 10 ปี นับจากแบรนด์เปิดตัว Overseas ไทเทเนียม และเพิ่งจะเกิน 10 ปีมาไม่นานจากการปรับครั้งสำคัญที่ผ่านมา การที่ 222 รุ่นดั้งเดิมเพิ่งเปิดตัวในปี 1977 ทำให้มันเป็นการอัพเดทครั้งที่ 2 ในช่วง 4 ทศวรรษ

ถ้าเรามองข้ามความผิดหวังจากกระบวนการที่ไม่รีบร้อนซึ่ง Vacheron ใช้ปรับปรุง Overseas ก็จะมีความรู้สึกว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว แนวคิดเรื่องสปอร์ตสุดหรูซึ่งมีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมากว่าเป็นงานออกแบบที่ดีที่สุดของยุค 70 ถูกนำกลับมาให้เห็นทั้งในเรื่องของการให้คำจำกัดความตามสมัย และที่สำคัญกว่าคือมันเป็นกลยุทธซึ่งทำให้เกิดผลกำไรในช่วงเวลาที่ยอดขายของนาฬิกาชั้นสูงตกต่ำถึงขีดสุด



แค่นั้นยังไม่เพียงพอ Overseas รุ่นใหม่ยังถูกคาดหวังว่ามันอาจจะเป็นชิ้นส่วนที่ขาดหายไปจากจิ๊กซอว์ตามเรื่องเล่าเกี่ยวกับมรดกของนักออกแบบ Gérald Genta ซึ่งประกอบด้วย Royal Oak ของ Audemars Piguet (เพิ่งฉลองครบรอบ 40 ปี เมื่อเร็วๆ นี้), Nautilus ของ Patek Philippe และ Ingenieur SL Jumbo ของ IWC (ทั้งคู่จะมีอายุครบ 40 ปี ในปีนี้) โดยไม่ได้มีการพูดถึง Oysterquartz ตัวต้นแบบปี 1970 ของ Rolex

Genta คือนักออกแบบที่เป็นดาวเด่นคนแรกของอุตสาหกรรมนาฬิกา แต่ในช่วงเวลาที่เขากำลังผลิตผลงานที่ดีที่สุดของเขา เขาเป็นที่รู้จักเฉพาะภายในอุตสาหกรรมเท่านั้น นักออกแบบยังไม่ได้รับการยอมรับว่าพวกเขามีคุณค่า ดังนั้นจึงไม่มีการบันทึกการทำงานของเขาและนักออกแบบคนอื่นๆ เก็บรักษาไว้ และทำให้มันมีช่องว่างขนาดใหญ่ในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเขาว่าเขาทำงานอย่างไรและกับใคร แต่อย่างไรก็ตามเรามีนาฬิกาหลัก 4 เรือน (รวม Rolex) ซึ่งใช้แนวคิดพื้นฐานร่วมกัน และ 3 เรือนในนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานภาพร่างเดียวกันกับ Jaeger-LeCoultre และนั่นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าอะไรที่ทำให้นาฬิกาเหล่านี้มีความพิเศษ ถึงแม้จะเป็นรุ่นร่วมสมัย มันก็ยังผ่านการทดสอบที่มีการตรวจสอบอย่างละเอียด

ยกเว้นแต่ว่าเราจะไม่ได้มีงานออกแบบทั้งสี่ของ Genta มีการยอมรับว่า Genta เป็นผู้ออกแบบ 222 แต่จากข้อมูลที่ได้จากฟอรั่ม The Hour Lounge ของ Vacheron ปรากฎว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ แม้ว่า Claude-Daniel Proellochs ผู้บริหารสูงสุดของ Vacheron Constantin คนก่อนยังคิดว่าเขาเป็นคนออกแบบ และตัว Genta เองก็ได้ให้คำตอบที่คลุมเครือเมื่อ Vacheron ถามว่าเขาดีใจที่ได้มีส่วนร่วมกับ 222 หรือไม่ สิ่งที่เขาตอบคือ “ยินดี” The Hour Lounge ซึ่งมีความสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ได้ค้นพบว่าแท้จริงแล้ว Jorg Hysek คือผู้ที่เขียนลายเส้นอันโดดเด่นของ 222



ผมคิดว่าความจริงในข้อนี้ทำให้เรื่องราวดูมีความน่าสนใจมากกว่า เพราะมันไม่ใช่แค่เพียง Genta แต่มันคือเวลาและสถานที่ การดำเนินชีวิต แฟชั่น และแม้กระทั่งความตึงเครียดของยุคที่สร้างความเป็นสปอร์ตสุดหรูขึ้นมา จำได้ไหมว่ามันเป็นแรงกดดันจากตลาดอิตาลีซึ่งมี AP และ Patek มองหาแนวคิดสดใหม่เป็นที่แรก ส่วนแบรนด์อื่นอย่าง Girard-Perregaux (กับ Laureato โปรเจกต์ที่ได้แรงบันดาลใจจากตลาดอิตาลี) และ Rolex ได้ผลิตนาฬิกาที่มีความคล้ายคลึงกัน เหตุการณ์เหล่านี้ช่วยบอกว่า งานของ Genta ยังคงมีคุณภาพที่เป็นเครื่องหมายแห่งยุคซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความเคารพผูกติดอยู่กับชื่อของเขา

กลับมาที่ Jorg Hysek ผู้ซึ่งมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของความสมดุลระหว่างการขัดแต่งรายละเอียดและรูปแบบหนาซึ่งทำให้ Nautilus และ Royal Oak มีลักษณะเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับนาฬิกาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุค 70 เพราะทั้งคู่คือแบบอย่างของการยับยั้งชั่งใจ

เมื่อมองไปที่ 222 ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับ Jorg Hysek เป็นที่ชัดเจนว่าการออกแบบของมันเป็นการออกแบบที่มองไปยังอนาคต ไม่ใช่เพียงแค่อดีตที่ผ่านมา คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของนาฬิกาคือ การรวมกันของขอบตัวเรือนและการเน้นที่มุมของตัวเรือนโดยเฉพาะในรุ่นตัวเรือนสตีล มีการวางสัญลักษณ์ Maltese Cross ที่ผลิตขึ้นจากโลหะที่แตกต่างไว้ที่มุม ด้วยโครงสร้างแบบ Monocoque เช่นเดียวกับ Royal Oak แต่ 222 แข็งแรงกว่า มีลายเส้นที่มีความเป็นมุมมากกว่าดังที่สะท้อนให้เห็นในรถของยุคนั้นอย่าง Maserati Kyalami และคิดทุกอย่างล่วงหน้าจากข้อจำกัดของกรอบสี่เหลี่ยมเหล่านั้น อย่างเช่น มรดกจาก Volvo ในทศวรรษ 1980 ไปจนถึงแผ่นรองไหล่ทรงตั้ง มันคือแนวโน้มซึ่งเริ่มมองเห็นได้มากขึ้นในโลกแห่งนาฬิกาจากนาฬิกา Casio ดิจิตอล ไปจนถึงรุ่น Polo ของ Piaget




Hysek ยังคงเดินหน้าต่อจนเขาได้กลายเป็นนักออกแบบนาฬิกาที่ทรงอำนาจในช่วงต้นทศวรรษ 1990 หลังจากบางสิ่งเริ่มต้นขึ้นที่ Rolex (ที่ซึ่งเขาผลิตสายสร้อยข้อมือ Oyster หลายรูปแบบ) เขาก็เติบโตและมีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน รวมทั้งเขายังได้ทำงานกับ Cartier, Ebel, Omega, Seiko, TAG Heuer, Tiffany, Rolex และ Vacheron Constantin ผู้คนสามารถจดจำได้ว่าเขามีความชอบในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติและมีความอิสระมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น Arctura สำหรับ Seiko, Kirum สำหรับ TAG Heuer และ Streamerica สำหรับ Tiffany และยังมีหลักฐานสนับสนุนว่า Hysek อาจเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากกว่า Genta ด้วยซ้ำ

มีการผลิต 222 เป็นเวลา 7 ปี และผลิตทั้งหมดเพียงแค่ 500 เรือน (หนึ่งในนั้นอยู่ในงานประมูลของ Phillips เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และดูเหมือนว่ามันน่าจะถูกประมูลออกไปในช่วงราคาประมาณ CHF18,000 ถึง CHF28,000) มันอาจถูกละเลยแต่ไม่ถูกลืม ดังที่เราได้เห็นการเปิดตัว Overseas ในปี 1996 การเปลี่ยนชื่อสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต้องการที่จะวางตำแหน่งให้มันเป็นนาฬิกาสุดหรูสำหรับนักเดินทาง แต่การออกแบบยังคงรักษาความรู้สึกในแบบดั้งเดิมไว้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การปรับสัญลักษณ์ Maltese Cross ให้กลายเป็นขอบตัวเรือน ในขณะที่รูปแบบตัวเรือนทรงถังเบียร์ถูกเน้นให้โดดเด่นด้วยเส้นโค้งอันเข้มแข็งที่บริเวณขอบไหล่ของนาฬิกา และยังมีสิ่งที่ใช้กันมากในยุค 90 คือ การตัดขอบเอียง ส่วนภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกตระกูล Calibre 1120 เช่นเดียวกับ 222 และรุ่นใหม่

Overseas ประสบความสำเร็จมากพอที่จะยอมรับได้หากมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในอีก 8 ปีข้างหน้า แต่ก็มีการออกแบบที่ทำให้เกิดความเฉียบคมมากขึ้นในปี 2004 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่พื้นผิวของหน้าปัด สายสร้อยข้อมือซึ่งทำมุมสะท้อนกับขอบตัวเรือน Maltese Cross และมีการใช้กลไกที่หลากหลายมากขึ้น มันมีการขัดเกลาในรายละเอียดมากกว่าบรรพบุรุษของมัน และยังคงมีการใช้รูปแบบของรุ่น 2004 มาจนถึงปีนี้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่การนำเสนอทางเลือกในด้านของกลไกอย่าง Dual-Time ของปี 2006 และวัสดุของตัวเรือนอย่าง ตัวเรือนไทเทเนียมของปี 2009

Overseas 2016 ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีเยี่ยมอยู่แล้วอย่างพื้นผิว แต่แบรนด์มีความตั้งใจที่จะสร้างความอ่อนโยนให้กับลายเส้น โดยการทำให้ตัวปกป้องเม็ดมะยมหายไป รวมถึงการทำให้มุมของตัวเรือนและขอบตัวเรือน Maltese Cross มีความโค้งมนมากขึ้น และยังมีดิสก์แปลกๆ อยู่ที่ด้านล่างขอบตัวเรือนซึ่งดูเหมือนว่ามันจะช่วยทำให้เห็นลายเส้นไม่ชัดเจน และหน้าปัดแบบบางยังให้ความรู้สึกของความทันสมัยมากขึ้น บางทีสิ่งที่สำคัญกว่า หรืออย่างน้อยมันก็สำคัญกว่าในมุมมองของ Vacheron คือ Overseas ใหม่นี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกใหม่ 5100 (บางเพียง 30.60 มิลลิเมตร แสดงเวลาเท่านั้น), 5200 (โครโนกราฟ บางเพียง 30.60 มิลลิเมตร) and 5300 (บางเพียง 22.60 มิลลิเมตร แสดงเวลาเท่านั้น) ทั้งหมดได้รับการรับรอง Poinçon de Genève มาพร้อมศักยภาพในการสำรองพลังงานที่ยาวนาน สามารถต้านทานสนามแม่เหล็กทั้งที่มีงานแกะสลักอยู่ที่ฝาหลัง และยังมี 2 รุ่นที่ใช้กลไก 1120 หนึ่งในกลไกชั้นดีในโลกของการประดิษฐ์นาฬิกา

อย่างไรก็ดี องค์ประกอบที่ไม่คาดคิดที่สุดคือ ความจริงที่ว่านาฬิกาแต่ละเรือนมาพร้อมกับสายหนังและสายยางซึ่งสามารถเปลี่ยนได้ง่ายด้วยขอเกี่ยวที่ถอดออกได้ ซึ่งทำให้ในตอนนี้ Overseas กลายเป็นนาฬิกาที่มีคาแรคเตอร์ที่เป็นมิตรต่อการเดินทางอย่างเต็มเปี่ยม โดยนำเสนอนาฬิกา 3 แบบในหนึ่งเดียว อันเป็นนวัตกรรมที่คิดถึงอนาคตของ Vacheron สิ่งที่ขาดไปจากคอลเลคชั่นที่แสดงในงาน SIHH คือนาฬิกาแสดงโซนเวลา ซึ่ง Vacheron ยังคงเก็บไว้เป็นความลับจนกระทั่งบัดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นาฬิกาจะมีความสำคัญในทุกที่ที่เราไป มีการใช้กลไก 2460 เช่นเดียวกับรุ่นเฉลิมฉลอง Traditionnelle World Timer มันใช้ดิสก์แสดงเวลาโลก Cottier ซึ่งบ่งบอกโซนเวลาโดยการจับคู่เมืองหลักที่สำคัญในการหมุนที่ขอบตัวเรือนแสดงเวลาแบบ 24 ชั่วโมงด้านนอก ที่น่าทึ่งคือโมดุลนี้สามารถรับมือกับโซนที่ไม่ใช่โซนเวลามาตรฐานอย่าง เวเนซูเอล่า ซึ่งช้ากว่าเวลามาตรฐาน GMT 4.30 ชั่วโมง

Overseas รุ่นใหม่นี้มีการพัฒนาขึ้นจากรุ่นดั้งเดิมมากกว่า Royal Oak หรือ Nautilus ซึ่งมีความพอใจที่จะอิงอยู่กับประวัติศาสตร์ มันคือคู่แข่งที่มีความน่าสนใจมากในด้านของการแข่งขัน (แม้ว่า Laureato จะกลับมาแล้วก็ตาม ดูหน้า 35) แต่ถึงแม้ว่า World Time จะสร้างความตื่นเต้นที่น่าประทับใจ แต่ผมกลับถูกดึงดูดโดย Ultra-Slim ที่ใช้กลไก 1120 เพราะผมชอบนาฬิกาสปอร์ตที่มีความหรูหราขนาดใหญ่มากกว่า


The finest Calibre


920 คือปู่ของกลไกที่มีความบางเป็นพิเศษสมัยใหม่

มีเพียงกลไกเดียวที่เชื่อมโยงแบรนด์ Audemars Piguet, Patek Philippe, และ Vacheron Constantin เข้าหากันคือ Calibre 920 ที่ Jaeger-LeCoultre ออกแบบ (ที่น่าแปลกใจคือมันเป็นกลไกที่ Jaeger ไม่เคยนำมาใช้) ผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1960 โดยสร้างเพื่อเป็นกลไกหลักให้กับซีรีส์ 2120 ของ AP รุ่น 28-255 ของ Patek และซี่รีส์ 1120 ของ Vacheron ซึ่งนั่นหมายถึงมันเป็นกลไกหลักที่ Nautilus, Royal Oak และ 222 ใช้ร่วมกันรุ่นวันที่และวินาทีมีขนาดเล็กเพียง 3.4 มิลลิเมตร ซึ่งพอดีกับโรเตอร์กลาง แต่มันก็ยังมีพื้นที่เหลือพอสำหรับการตกแต่งที่เหมาะสมและคุณภาพที่เคร่งครัด920 คือหนึ่งในกลไกที่ดีที่สุดและยาวนานที่สุด ด้วยขนาดที่พอดีกับบาลานซ์ Gyromax ทำให้มันมีการตกแต่งที่งดงามทั้งกลไก โดยที่ด้านล่างมีตลับลูกปืนประดับอัญมณีเพื่อทำให้บาร์เรลมีเสียง และวงล้อทับทิมซึ่งสนับสนุนการทำงานของโรเตอร์ไขลานมันจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลหากจะกล่าวว่า 920 เป็นปู่ของกลไกที่มีความบางเป็นพิเศษสมัยใหม่ โดยมันได้ตั้งมาตรฐานที่เข้มงวดไว้สำหรับกลไกรุ่นหลังที่ตามมา



Powered by MakeWebEasy.com