GOLDEN GLAMOUR

Last updated: Sep 12, 2016  |  1282 จำนวนผู้เข้าชม  |  NEWS

GOLDEN GLAMOUR

โดย Timothy Barber

ภาพโดย Photographs by Sara Morris

       I'll confess... ผมจะสารภาพว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเสน่ห์ของ Bulgari Bulgari นาฬิกาตัวเรือนทรงกลมสุดคลาสสิกจากยุค 70 ค่อนข้างจะจางหายไปจากใจผม นั่นเพราะมันเป็นงานออกแบบที่ผุดผ่องและผมค้นพบว่ามันอ่อนแอ ล้าสมัย และหยิ่งยโสเกินไป ยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงยิ่งทำให้เห็นปัญหาของงานออกแบบที่ผุดผ่อง และมันก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย ถึงมันจะเป็นเรื่องส่วนบุคคลก็ตาม แต่ในคอลเลคชั่น Bulgari Bulgari ไม่มีนาฬิกาสปอร์ตและโครโนกราฟที่ผมชอบอยู่ (อย่างไรก็ดีแนวคิดเกี่ยวกับนาฬิกาตัวเรือนอะลูมิเนียม ขอบยางอาจอยู่ในช่วงปลายของยุค 90) และผมก็ไม่สามารถรอที่จะได้เห็นเข็มทรงดาบแบบสเกเลตันของ Bulgari Bulgari Solotempo รุ่นใหม่ได้

        อย่างไรก็ดีในปีนี้ Bulgari Bulgari ได้กลับมาอยู่ในกลุ่มท็อปเช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ ได้แก่ Patek Philippe, Rolex, Audemars Piguet, Piaget หรือแม้แต่ De Grisogono เพราะเป็นปีแห่งการครบรอบ 40 ปีของคอลเลคชั่น Bulgari Bulgari และมีความตื่นเต้นเกี่ยวกับนาฬิการุ่นใหม่ซึ่งออกแบบให้มีดีไซน์ในแบบยุคเดิม มันจึงเป็นเหมือนการถ่ายทอดจิตวิญญาณและความน่าหลงใหลซึ่งเป็นคำจำกัดความของ Bulgari ในยุค 70

Bulgari Roma รุ่นดั่งเดิมปี 1975 ของ Bulgari Bulgari 

        Piaget เป็นแบรนด์แรกที่นำความน่าหลงใหลในยุคนั้นกลับมาด้วยการเปิดตัว Black Tie “Vintage Inspiration” ในเดือนมกราคม นาฬิกาเรโทรที่พัฒนามาจาก Beta 21 ที่ Andy Warhol สวมใส่ มันมีตัวเรือนขนาดใหญ่ หน้าปัดหินสีดำที่แสดงถึงจิตวิญญาณของยุค 70 เช่นเดียวกับ Warhol และ Piaget ยังมีสายรัดข้อมือทองคำ Altiplano Gold Bracelet ที่เล่าเรื่องราวให้โลกได้เห็นบันทึกการเดินทาง อย่างการล่องเรือ Riva ไปรอบๆ Capri แล้วไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ Porto Cervo ต่อด้วยไนต์คลับใน Saint-Tropez

ตัวเรือนทองคำหรือทองคำสีกุหลาบ สายรัดข้อมือที่แวววาว หน้าปัดแบบเรียบง่าย และเต็มไปด้วยอิทธิพลจาก Gerald Genta แต่ไม่หนาเหมือนอย่าง Offshore และ Big Bang กลายเป็นรูปแบบที่เป็นที่นิยมไปอย่างแพร่หลาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความจริงที่เรากำลังพูดถึงตัวอย่างนาฬิกาที่มีการออกแบบที่บริสุทธิ์เปลี่ยนไปโดยเฉพาะนาฬิกาของ Bulgari แต่การที่สวิตเซอร์แลนด์ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างรวดเร็ว ทำให้มันเริ่มทำงานภายใต้เงาของตนเอง เสมือนผสมค๊อกเทลให้กับตัวเอง และวิ่งหาเพลงเข้าหาดิสโก และหันหน้าไปสู้แสงแดดอันร้อนแรง

 

มันเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่จะประเมินคุณค่าความอัจฉริยะของ Bulgari Bulgari นาฬิกาที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวแบรนด์นี้มีชื่อเสียงในด้านการผลิตนาฬิกาเช่นเดียวกับที่พวกเขามีชื่อเสียงทางด้านเครื่องประดับ

ยิ่งเมื่อได้เห็น Bulgari Bulgari อีกครั้ง มันไม่ได้เพียงแค่ช่วยยกรสนิยมของนาฬิกาออกไปจากนาฬิกาเรือนใหญ่แล้วแทนที่ด้วยรูปลักษณ์ที่มีความคล่องตัวเท่านั้น แต่มันยังแสดงถึงความคลั่งไคล้ที่มีต่อความคลาสสิกในยุค 1940s/50s อีกด้วย และแทนที่จะเลือกใช้กรอบที่อ่อนแอ Bulgari Bulgari ในปี 1975 ได้มาในรูปแบบที่นุ่มนวล มีชีวิตชีวา

กลไก Finissimo ที่มีความบางเป็นพิเศษของ Bulgari

            ผมเคยเถียงว่านาฬิกาในรูปแบบนี้ยังไม่มีใครทำได้ดีไปกว่า Bulgari Roma Finissimo ซึ่งเปิดตัวที่งาน Baselworld เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา(ภาพหน้าตรงข้าม) แทนที่จะสลัก Bulgari คำที่สองไว้ที่ครึ่งล่างของขอบตัวเรือน พวกเขาเลือกใช้คำว่า Roma เพื่อระลึกถึงรุ่นดั้งเดิมของนาฬิกา และซ่อนไว้ซึ่งขุมพลังกลไก “Finissimo” อันเป็นกลไกใหม่ที่ผลิตขึ้นเองที่เพิ่งเปิดตัวในรุ่น Octo เมื่อปีที่แล้ว และมีความบางเพียง 2.3 มิลลิเมตร ในตอนแรกได้มีการถกเถียงกันว่าควรจะใช้กลไกตูร์บิยอง (ที่บางที่สุดในโลก) กับ Bulgari Roma ดีหรือไม่ แต่ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้เป็นกลไกที่มีความเรียบง่าย และมีบาลานซ์ที่งดงามจึงเป็นเหตุผลให้แบรนด์เลือกใช้กลไกรุ่นนี้แทนตูร์บิยอง ถ้าจะมีนาฬิกาเรือนใดที่เกิดมาเพื่อมีตัวเรือนเพรียวบาง
 นั่นจะต้องเป็น Bulgari Bulgari เพราะตัวเรือนมีความหนาทั้งหมดเพียงแค่ 5.15 มิลลิเมตร

 

 

        อันที่จริงแล้ว Bulgari Roma เป็นนาฬิกาที่เกิดมากับกลไก  อิเล็กทรอนิกส์แบบบาง และการแสดงผลแบบดิจิตอลที่มีชื่อเสียง หน้าจอคริสตัลสะท้อนความแวววาวออกมาจากตัวเรือนทองคำที่ได้แรงบันดาลใจจากเหรียญโรมันโบราณ แนวคิดนี้มาจาก Gianni Bulgari หลานของ Sotiro ผู้ก่อตั้งแบรนด์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้บริหารและครีเอทีฟ มีคนจำนวนไม่มากที่ทราบว่า Bulgari ผลิตนาฬิกามาเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่ยังไม่มีใครเคยออกมาอธิบายในเรื่องนี้ 

        Fabrizio Buonomassa ผู้อำนวยการด้านความคิดสร้างสรรค์ของ Bulgari คนปัจจุบันกล่าวว่า“ในปี 1975 ตัวเรือนนาฬิกาที่มาจากสวิตเซอร์แลนด์จะมีรูปทรงที่ค่อนข้างประหลาดอย่าง สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า แปดเหลี่ยม หรือแม้กระทั้งสามเหลี่ยม ดังนั้น Gianni Bulgari จึงได้มอบนาฬิกาที่มีความเรียบง่าย และบริสุทธิ์ให้กับตลาด และความคิดในการใช้กลไกดิจิตอลในตัวเรือนอันทรงคุณค่านี้ช่างเป็นเรื่องที่ประหลาดและน่าขัน คงมีเพียงนักออกแบบชาวอิตาลีเท่านั้นที่ทำให้มันเป็นสินค้าหรูหราระดับสูงได้”

        ผมเห็นด้วยนะ และคงจะมีเพียงแค่นักออกแบบชาวอิตาลีเท่านั้น ที่มีความกล้าหาญพอที่จะใส่ชื่อแบรนด์ของตัวเองไว้ที่ขอบตัวเรือน โดยได้แรงบันดาลใจจากจารึกบนเหรียญโบราณ นาฬิกา Bulgari Roma ดิจิตอลถูกผลิตขึ้นเพียง 100 เรือน และถูกมอบเป็นของขวัญแก่ลูกค้าวีไอพีแทนการผลิตเพื่อขาย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีการสร้างสรรค์นาฬิกาอีกรุ่นตามมาอย่างรวดเร็ว โดยนาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกลไกปกติและมีการออกแบบหน้าปัด ให้ใช้เครื่องหมายและเข็มแสดงเวลาให้น้อยที่สุด และแสดงตัวเลขแค่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และ 12 นาฬิกา ซึ่งต่อมาลักษณะนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา Bulgari เช่นเดียวกับตัวเรือนของมัน จากนั้นอีก 2 ปีต่อมาเมื่อ Gerald Genta ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในด้านการผลิต Bulgari Roma จึงกลายเป็นนาฬิกาที่มีความกล้าหาญมากกว่า Bulgari Bulgari และความคลาสสิกของมันก็เป็นที่ประจักษ์

        Bulgari Roma Finissimo รุ่นใหม่ผลิตจำนวนจำกัด 100 เรือน ในตัวเรือนทองคำเช่นเดียวกับ Bulgari Roma รุ่นดั้งเดิม แต่ผลิตไม่จำกัดในตัวเรือนทองคำสีกุหลาบ (หน้าปัดขาวมากกว่าหน้าปัดดำ) และตัวเรือนสตีล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังที่ Bulgari มีต่อกลไก Finissimo สำหรับรุ่นตัวเรือนทองคำที่ผลิตจำนวนจำกัดนั้น ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่มีความเป็น Bulgari อย่างแท้จริง จึงน่าจะเป็นรุ่นที่ทำให้นักสะสมต้องแย่งชิงกันเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำให้ความเห็นว่า “ทองคำคือหัวใจนาฬิกาเรือนนี้ และทำให้มันมีเสน่ห์มาก แต่น่าเสียดายที่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เห็นค่าของมัน”

        ในปัจจุบันนาฬิกาทองคำเป็นสิ่งที่หาได้ยาก นั่นเกิดจากการถูกกลืนกินโดยประกายของเฉดสีชมพู หรือบางสิงซึ่งเป็นที่ต้องการมากกว่าโดยเฉพาะในแถบเอเชีย แต่อย่างไรก็ดีมันคงจะยังมีพื้นที่สำหรับทองคำในฐานะที่เป็นหนึ่งในอัญมณีอันทรงคุณค่า

Altiplano Gold Bracelet จาก Piaget ขนาดตัวเรือน 38 มิลลิเมตร

 

        ตัวอย่างหนึ่งที่งดงามคือ Rolex Day-Date 40 รุ่นใหม่ นาฬิกาที่น่าจะเป็นที่ต้องการของเหล่าเพลบอย เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน Baselworld ในเดือนมีนาคม นาฬิกาเรือนนี้น่าจะเป็นตัวแทนของ Day-Date II ที่มาพร้อมกลไกใหม่ในสไตล์ที่ประณีตมากขึ้น โดยปกติแล้ว Day-Date จะมีเฉพาะในตัวเรือนโลหะเท่านั้น แต่ 40 รุ่นใหม่นี้ มาในตัวเรือน 4 แบบคือ ทองคำขาว ทองคำสีกุหลาบ ทองคำ และแพลตทินั่ม แต่ตัวเรือนทองคำพร้อมหน้าปัดสีแชมเปญ ซึ่งใกล้เคียงกับสีของตัวเรือนดูมีตัวตนมากที่สุด มันเคยเป็นนาฬิกาของประธานาธิบดีในอดีต แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นผลงานของความเสื่อมถอยอันงดงามด้วยเช่นกัน 

 

        อีกตัวอย่างคือ Royal Oak Two-Tone รุ่นใหม่จาก Audemars Piguet น่าเสียดายเล็กน้อยที่ Francois-Henry Bennahmias ประธานสูงสุดของ AP ผู้ซึ่งมีความประทับใจต่อยุค 70 แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะเลือกทองคำแทนทองคำสีกุหลาบ อันที่จริง AP ผลิต Royal Oak Two-Tone มาหลายปีแล้ว แต่มันก็เพิ่งถูกลดคุณค่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะพูดถึงนาฬิกาสองกษัตริย์คนส่วนใหญ่มักนึกถึง Royal Oaks รุ่นควอตซ์ของยุค 80 มากกว่า Jumbo ของยุค 70 ที่ทำงานด้วยกลไกจักรกล

        แต่ Royal Oak Two-Tone รุ่นใหม่นี้ได้ช่วยชุบชีวิตนาฬิกาสองกษัตริย์ขึ้นมาอีกครั้ง ต้องขอบคุณการขัดเงาอันประณีตและหน้าปัดทอลายสีขาวเป็นประกายเข้ากับขอบตัวเรือนสีทอง ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นสตีล Royal Oak Two-Tone นี้ดูมีเสน่ห์ โฉบเฉี่ยว และน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเพลบอยยุคใหม่ที่หลงใหลเรือนเวลาของ AP แทนที่จะคิดถึงแต่ Offshore

        ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างของนาฬิกาสองกษัตริย์คือ Patek Philippe Nautilus ซึ่งมาพร้อมกลไก 5980 Chronograph และหน้าปัดสีน้ำเงินอันฉูดฉาด แต่มันไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบเดียวกัน ส่วนรุ่นทองคำของ Nautilus ที่เปิดตัวในปีนี้คือ 5711 (Jumbo รุ่นใหม่) ที่มาพร้อมหน้าปัดสีน้ำตาล ผมคิดว่ามันควรจะมากับเพลงประกอบของมัน

New Retro จาก De Grisogono ซึ่งเปิดตัวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

        อีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าจะเป็นผลงานของ Gerald Genta ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบอีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าจะเป็นผลงานของ Gerald Genta ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบ Royal Oak และ Nautilus และเป็นผู้ออกแบบหรือเป็นผู้ช่วย Gianni Bulgari ในการออกแบบ Bulgari Bulgari คือ De Grisogono New Retro อันเป็นผลงานของ Fawaz Gruosi มันสมองของแบรนด์ ผู้ซึ่งเตือนตัวเองถึงการคงอยู่ของยุค 70 และได้แรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาจากกล่องบุหรี่ทองคำของเขา ตัวเรือนคริสตัลแนว Art Deco เป็นการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างความโชติช่วงกับการแต่งกายสมัยเก่า ซึ่งผมคาดว่าเหล่าวีไอพีชาวอิตาลีที่ได้รับ Bulgari Roma รุ่นแรกน่าจะชอบมัน









                                                            Audemars Piguet Royal Oak Two-Tone

 

                                                        ราคา : £ 18,700

                                                            ตัวเรือน : สตีลและทองคำสีกุหลาบ

                                                            กลไก : กลไกอัตโนมัติ Calibre 3120

                                                           เส้นผ่านศูนย์กลาง : 41 มิลลิเมตร

                                                            สำรองพลังงาน : 60 ชั่วโมง















De Grisogono New Retro

ราคา : £ 20,900

ตัวเรือน : ทองคำสีกุหลาบ มีในรุ่นทองคำขาว หรือ PVD สีดำ

กลไก : กลไกไขลานอัตโนมัติที่สามารถมองเห็นได้ผ่านทางตัวเรือนคริสตัลทางด้านหลัง

ขนาด : 50 มิลลิเมตร x 44 มิลลิเมตร

สำรองพลังงาน : 42 ชั่วโมง











Bulgari Roma Finissimo 40th Anniversary

ราคา : £ 18,400

ตัวเรือน : ทองคำสีกุหลาบ

กลไก : กลไก Calibre Bulgari Finissimo ที่ผลิตขึ้นเอง

สูง : 5.15 มิลลิเมตร

สำรองพลังงาน : 65 ชั่วโมง

หน้าปัด : เคลือบสีดำ

ผลิตจำนวนจำกัด : 100 เรือนสำหรับตัวเรือนทองคำ และไม่จำกัดจำนวน สำหรับตัวเรือนทองคำขาวและสตีล






Rolex Day-Date 40 in yellow gold

ราคา : £ 23,300

ตัวเรือน : ทองคำ

กลไก : กลไกอัตโนมัติที่ผลิตขึ้นเอง Calibre 3255 ที่เที่ยงตรงในระดับสูงสุดด้วยแฮร์สปริง Parachrom

ขนาด : 40 มิลลิเมตร

สำรองพลังงาน : 72 ชั่วโมง






Patek Philippe Nautilus 5711/1

ราคา : £ 33,340

ตัวเรือน : ทองคำสีกุหลาบ

กลไก : กลไกที่ผลิตขึ้นเอง Calibre 324 SC ที่ใช้บาลานซ์ Gyromax

ขนาด : 40 มิลลิเมตร  สำรองพลังงาน : 35 ชั่วโมง   

กันน้ำลึก : 120 เมตร  จำนวนชิ้นส่วน : 213 ชิ้น

Powered by MakeWebEasy.com